BANGKOK RECORDER

BANGKOK RECORDER

เล่ม ที่ ๒ เดือน เจ๊ด แรม สิบ ห้า ค่ำ ปี ขาน อัฐศก จุลศักราช ๑๒๒๘ เดือน ยูน วัน ที่ ๑๒ กฤษ ศักราช ๑๘๖๖, ใบ ที่ ๘

๏ พงษาวดาร อังกฤษ บท ๑๐ ต่อ น่า ๖๓ ๚ะ


๏ ฝ่าย เจ้า แผ่นดิน ฝรั่งเสศ ทราบ ดัง นั้น, ก็ ทำ หนังสือ สัญญา ไมตรี กับ พระเจ้า เฮนเร แล้ว เลิก ทับ กลับ ไป. ฝ่าย พระเจ้า เฮนเร นั้น พระองค์ มี พระไทย ประกอบ ด้วย พระกรุณา. ทรง ปราณี แก่ เจ้า แผ่นดิน สกอตแลน, จึ่ง เอา คำ มั่น สัญญา สาบาล ไว้ มิ ให้ คิด คด ต่อ พระองค์ อีก. แล้ว ก็ ปล่อย ไป ทั้ง ขุนนาง เก้า ร้อย คน ที่ จับ มา ได้. พระ โอรศ ทั้ง สาม ของ พระ องค์ ซึ่ง หนี ไป นั้น, ก็ ทรง โปรด ยก โทษ ให้ ด้วย. แต่ พระราช บุตร องค์ ใหญ่ นั้น, ถึง จะ ทรง โปรด เท่าไร ก็ ไม่ หาย กระ ด้าง, คบ นักเลง เล่น หยาบ ช้า ทารุณ ต่าง ๆ, พาย หลัง เกิด วิวาท ขึ้น กับ พระอนุชา รอง. พระราช บิดา ห้าม ปราม ก็ ไม่ ฟัง. จึ่ง หนี ไป ยก กอง ทับ มา จะ ทำ ศึก ด้วย พระ บิดา. ครั้น ยก มา ถึง กลาง ทาง ก็ ประชวร เปน ไข้ พิษม์, หนัก พระ ไทย เหน พระ ชนม์ จะ ไม่ ดำรง อยู่ ได้. จึ่ง ให้ ทหาร เรว รีบ ไป กราบ ทูล อ้อน วอน พระ บิดา ให้ ทรง โปรด พระราช ทาน โทษ, แล้ว ให้ เชิญ เสดจ์ มา, พระราช บิดา มิ ได้ วาง พระ ไทย เกรง ว่า, จะ เปน กลอุบาย แกล้ง ทำ เปน ไข้, ลวง ให้ เสดจ์ ไป จะ ทำ ร้าย. จึ่ง มิ ได้ เสดจ์ ไป. แต่ พระราชทาน พระ ธรรมรง ไป ให้ เปน สำคัญ ว่า, พระองค์ ทรง โปรด แล้ว, พระ โอรศ คำ นับ รับ พระ ธรรมรง ด้วย พระ ไทย ยิน ดี แล้ว ก็ สิ้น พระชน ใน ขณะ นั้น.

๏ ฝ่าย พระเจ้า เฮนเร ทรง ทราบ ว่า พระ โอรศ สิ้น พระชนม์ แล้ว, ก็ เสีย พระ ไทย ด้วย มิ ได้ เสดจ์ ไป เยี่ยม, ฝ่าย ริดเจิ๊น พระราช โอรศ ที่ สอง ของ เฮนเร นั้น, มี พระ ไทย หยาบ คาย กระ ด้าง กระ เดื่อง นัก. มิ ได้ รัก ใคร่ ใน พระราช บิดา, ใน คฤศต์ ศักราช ๑๑๘๘ มี ข่าว มา ถึง ปรเทศ ยูรบ ว่า, พระเจ้า แผ่นดิน เมือง อายฆุบโต ตี เมือง ยะรุซาเลม ได้ แล้ว, คน ทั้งปวง ก็ ตื่น ข่าว เล่า ฦๅ ไป เปน อัน มาก.

๏ ฝ่าย พีลิบ เจ้าแผ่นดิน ฝรั่งเสศ แล ริดเจ็น โอรศ พระเจ้า เฮนเร ได้ทรง ทราบ ดั่ง นั้น, ก็ จัด แจง ตระเตรียม พวก พล ทั้ง สะเบียง อาหาร ไว้ เปน อัน มาก. จะ ยก ไป เมือง ยะรุซาเลม แต่ ริดเจ็น นั้น เคือง ยอน อนุชา อยู่, เหน พระราช บิดา รักไคร่ โปรด ปราน ยอน นั้น มาก อิจฉา. จึ่ง ทูล ขอ จะเอา ยอน ไป เมือง ยะรุ ซาเลม ด้วย. พระ บิดา ไม่ โปรด ให้. ก็ ขัด พระไทย, จึ่ง คิด การ กับ พีลิบ พระเจ้า แผ่นดิน ฝรั่งเสศ ยก เข้า ตี เมือง อังกฤษ, พระเจ้า เฮนเร ไม่ ทัน จะ ตระเตรียม ทแกล้ว ทหาร. ก็ ยอม ทำ ไมตรี ไว้ กับ ริดเจ็น, ครั้ง นั้น เฮนเร เสีย พระ ไทย นัก. ด้วย ยอน พระ โอรศ องค์ น้อย ซึ่ง พระองค์ ทรง โปรด ปราณ มาก นั้น, หา คิด ถึง พระเดช พระคุณ ไม่. กลับ เปน ปั่จามิตร ไป เข้า ด้วย ฆ่า ศึก. พระองค์ ก็ ทรง โทมนัศ เปน อัน มาก. ประชวร หนัก ก็ สิ้น พระชนม์, ใน คฤศต์ศักราช ๑๑๘๙ พระชนมายุ ของ พระ เจ้า แผ่นดิน เฮนเร ห้าสิบ เจ็ด พรรษา. อยู่ ใน ราช สมบัติ สาม สิบห้า ปี. เมื่อ สิ้น พระชนม์ แล้ว นั้น, พระราช บุตร ยัง อยู่ สอง องค์, พระราช ธิดา สอง องค์, เฮนเร ที่ สอง นี้ เปน พระเจ้า แผ่นดิน ดำรง อยู่ ใน ยุติธรรม. มิ ได้ เบียด เบียน ราษฎร ให้ ร้อน รน, ชาว พระ นคร ก็ สรรเสิญ พระเดช พระคุณ เปน อัน มาก. แต่ ไม่ สู้ มี ความ ศุข, เพราะ ทัมมะซาเบ็กเก็ก แล พระราช โอรศ ของ พระองค์ ประพฤติ การ ไม่ ภอ พระ ไทย, ก่อ การ ให้ ขุ่น เคือง พระ ไทย อยู่ เนือง ๆ, คฤศต์ศักราช ๑๑๘๙ ริดเจ็น ทราบ ว่า พระราช บิดา สวรรคตแล้ว, ก็ เศร้าโศก เสีย พระไทย, ประ หนึ่ง ว่า พระองค์ แกล้ง ให้ พระราชบิดา สิ้น พระชนม์. ก็ เสดจ์ มา เยี่ยม พระศพ พระราช บิดา, แล้ว ได้ ราชาภิเศก ครอง ราช สม บัติ ใน กรุง ลอนดอน. ทรง ชุบ เลี้ยง แต่ บันดา ขุนนาง ซึ่ง สัตย์ ซื่อ ต่อ พระราช บิดา ของ พระองค์. ขุนนาง ที่ มิ ได้ สัตย์ ซื่อ ต่อ พระราชบิดา มา เข้า ด้วย พระองค์ นั้น, มิ ได้ ทรง ชุบ เลี้ยง. แล้ว สั่ง ให้ ถอด พระ มารดา จาก เรือน จำ. ริดเจ็น พระเจ้า แผ่นดิน มิ ได้ เอา พระ ไทย ใส่ ใน ราช กิจ ซึ่ง จะ ทะนุ บำรุง พระ นคร ของ พระองค์. เอา พระไทย ผูกพันธ์ อยู่แต่ ซึ่ง จะ ยก ไป ตี เมือง ยะรุ ซาเลมคืน, ตระเตรียม เรือ รบ ทั้ง พวก พล แล สะเบียง อาหาร ไว้ พร้อม เสรจ.

๏ ฝ่าย พีลิบเจ้า พระ นคร ฝรั่งเสศ, ก็ เตรียม กอง ทับ เรือ ไว้ พร้อม จะ เสดจ์ ด้วย. ทั้ง สอง ทับ ยก มา บัน จบ กัน นับ พลรบ ได้ สิบ หมื่น, ก็ เสดจ์ ยก ไป ทาง ชล มารค. แต่ เทศ กาล นั้น เปน ระดู หนาว ทั้ง ขัด ลม ด้วย. ก็ ทอด พัก อยู่ ที่ ประ เทศ ซิดซะเร, เมื่อ พัก อยู่ ที่ ประเทศ ซิดซะเร นั้น วิดเจิ้น ให้ ราช ทูต จำ ทูล พระราช สาสน ไป, กล่าว พระราช ธิดา ของ พระเจ้า แผ่นดิน เมือง นะวา มา เปน พระ มเหษี พีลิบ เคือง พระ ไทย, ด้วย วิดเจิ้น ได้ สัญญา ไว้ แต่ เดิม ว่า, พระองค์ ได้ ราช สมบัติ แล้ว จะ รับ พระ น้อง นาง ของ พีลิบ มา เปน พระ มเหษี, บัด นี้ หา ทำ ตาม สัญญา ไม่, พีลิบ ขัด พระ ไทย แล้ว แยก กอง ทับ ยก ไป เสีย ก่อน มิ ได้ ยั้ง ถ้า, ฝ่าย วิดเจิ้น พัก อยู่ ที่ นั่น ประมาณ หก เดือน. ครั้น ได้ ที่ มี ลม สนัด ใบ ก็ ยก ทับ เสดจ์ ตาม พีลิบ ไป. ทั้ง สอง ทับ ครั้น ถึง ประเทศ เปลสะติง, ก็ เข้า สม ทบ กับ กอง ทับ เมือง อื่น ๆ, ซึ่ง ยก ไป จะ ตี เอา เมือง ยะรุซาเลม คืน, ก็ ช่วย กัน ระดม ตี เมือง หนึ่ง ใหญ่ ตั้ง อยู่ ชาย ทเล ได้.

๏ ฝ่าย กอง ทับ ทั้งปวง ก็ ยก ย่อง สรรเสิญ ริดเจิ้น ว่า, แกล้ว กล้า เข้มแขง ใน สง คราม นัก. แต่ พีลิบ ไม่ มี ใคร สรร เสิญ ก็ เสีย พระ ไทย อิจฉา คิด จะ กลับ, จึ่ง แกล้ง กล่าว กล มารยา ว่า, ไม่ สบาย พระ ไทย เพราะ อากาศ ที่ นี่ ร้าย ไม่ เปน ที่ สบาย, จะ ยก ทับ กลับ ไป ริดเจิ้น กริ่ง พระ ไทย เกรง ว่า พีลิบ ขุ่น เคือง อยู่. จะ กลับ วกหลัง ไป รบ กวน พระ นคร จึ่ง ให้ พีลิบ ทำ สัตย์ สาบาล ไว้, มิ ให้ ไป รบ กวน พระ นคร ของ พระองค์. พี ลิบ สาบาล แล้ว ให้ นาย ทหาร คน หนึ่ง, คุม ทหาร ฝรั่งเสศ อยู่ ช่วย ริดเจิ้น ทำ ศึก. แล้ว สั่ง ความ ลับ ไว้ แก่ นาย ทหาร ว่า, ถ้า วิดเจิ้น คิด รบพุ่ง อย่าง ไร แล้ว. จง คิด ทำลาย ความ คิด นั้น เสีย อย่า ให้ สำเร็จ ได้. สั่ง แล้ว ก็ ยก ทับ กลับ ไป เหตุ ดั่ง นั้น จึ่ง ตี เมือง ยะรุซาเลม ไม่ ได้. เพราะ กอง ทับ ไม่ เปน น้ำ หนึ่ง ใจ เดียว กัน, คิด ฤศยา กัน อยู่. วิดเจิ้น ก็ เลิก ทับ กลับ ไป.

๏ ฝ่าย ขุนนาง ซึ่ง วิดเจิ้น ให้ อยู่ รักษา พระ นคร นั้น, กะ ยอน พระ อนุชา ไม่ เข้า กัน. ขุนนาง อังกฤษ ทั้ง ปวง ก็ แตก เปน สอง ฝ่าย, เข้า ข้าง ยอน บ้าง, เข้า ข้าง ขุน นาง ผู้ รักษา พระ นคร บ้าง. เมือง อังกฤษ ก็ เกิด จลาจล รบพุ่ง กัน วุ่นวาย อยู่. พี ลิบ ภอ เสดจ์ มา ถึง เมือง ฝรั่งเสศ, ทราบ ว่า เมือง อังกฤษ เกิด รบพุ่ง กัน นัก. จะ ใคร่ ยก ไป ตี เมือง นอแมนเด, ขุนนาง ไม่ ยอม ด้วย ได้ สายาล ไว้, จึ่ง มิ ได้ เสดจ์ ไป. แต่ ใช้ ทูต ให้ ไป ยุยง ยอน ให้ คิด เอา ราช สมบัติ เสีย ให้ ได้, อย่า ให้ ทัน ริต เจ็น กลับ มา, พระ มารดา ทราบ ความ นั้น ก็ ว่า กล่าว ห้าม ปราม ยอน ๆ จึ่ง สงบ อยู่.

๏ ฝ่าย ริดเจ็น ได้ ทราบ ข่าว ว่า พระ นคร ของ พระองค์ เกิด ศึก. ก็ รีบ มา ทั้ง กลาง วัน กลาง คืน มิ ได้ หยุด หย่อน, เรือ พระ ที่ นั่ง ต้อง ลม พยุ ใหญ่ ก็ แตก ทำลาย คน ตาย เปน อัน มาก. แต่ ริดเจ็น นั้น ขึ้น ฝั่ง ได้ ที่ เมือง แอกกวิลิยา, จึ่ง แปลง องค์ ปลอม เปน คน เข็ญ ใจ หวัง จะ ข้าม เมือง เยอมะนี่ ไป ถึง เมือง ไว เอนนา, เจ้า เมือง ไวเอนนา จับ ได้. ฝ่าย เอบเปรอ เจ้า เมือง เยอมะนี่ ทราบ ว่า, เจ้า เมือง ไวเอนนา จับ ริดเจ็น ได้. ก็ ให้ ทูต ไป ซอ ต่อ เจ้า เมือง ไวเอนนา ว่า จะ ให้ เงิน เปน อัน มาก. เจ้า เมือง ไวเอนนา ก็ ยอม ให้. เอบเปรอ เยอมะนี่ ได้ ริดเจ็น มา แล้ว จำ ตรวน หลาย ชั้น ขัง คุก ไว้ มั่นคง, หวัง จะ เอา สิน ไถ่ ให้ มาก. ฝ่าย พี ลิบ ทราบ ว่า ริดเจ็น ต้อง จำ ขัง คุก อยู่ ดัง นั้น, ก็ ดี พระ ไทย สม หวัง ที่ พระองค์ ได้ ทรง พระ ดำริห์ ไว้, จะ ยัง นคร อังกฤษ ให้ เสื่อม ถอย น้อย กำลัง ลง.

๏ แต่ ยอน นั้น เสดจ์ ไป เมือง อังกฤษ, แจ้ง ความ แก่ ขุน นาง ทั้งปวง ว่า, ริดเจ็น สิ้น พระชนม์ เสีย แล้ว. หวัง จะ ให้ ขุนนาง ทั้งปวง ยก สมบัติ ให้. ขุนนาง ทั้งปวง ไม่ เชื่อ ฟัง, ยัง มั่น คง สัตย์ ซื่อ ต่อ ริดเจ็น อยู่, ไม่ ยอม ยก ราชสมบัติ ให้, คิด จะ ปราบ ปราม ยอน. ยอน เหน ไม่ ได้ ดัง พระไทย หวัง, ก็ เสดจ์ กลับ ไป เมือง ฝรั่งเสศ. แต่ ริดเจ็น นั้น ต้อง ทนทุกขเวท นา แสน สา หัส, ด้วย เอบเปรอเยอมะนี่ มิ ได้ มี ความ เมตา ปรา ณี เลย, แกล้ง จอง จำ ทำ โทษ ยิ่ง กว่า คน เปน โทษ หลวง, ประหนึ่ง จะ เร่ง เอา ค่า ไถ่ ให้ เหลือ ล้น. ฝ่าย โพป บาทหลวง ใหญ่ ทราบ ดัง นั้น, จึ่ง ให้ ทูต ไป ว่า กล่าว แก่ เอบเปรอเยอมะ นี่ ให้ ปล่อย ริดเจ็น เสีย, ถ้า ไม่ ปล่อย แล้ว, จะ ตัด เสีย ไม่ รับ ไว้ เปน ศิษย์. เพราะ เหน ว่า ริดเจ็น นั้น ไป ช่วย ทำ ศึก เมือง ยะรูซาเลม, ได้ กุศล ความ ชอบ มาก แล้ว, ไม่ ควร จะ จำ ขัง ไว้ ให้ ได้ ความ ลำ บาก. เอบเปรอ สัญญา ว่า จะ ปล่อย, แต่ จะ เอา สินไถ่ สาม แสน ปอน. พระ ราชมารดา ของ ริดเจิ้น ทราบ ข่าว ดั่งนั้น, ก็ จัก แจง เรี่ย ไร เงิน ใน ประเทศ อังกฤษ, ได้ เงิน สามแสน ปอน แล้ว, ให้ เรือ เรว รีบ เอา ทรัพย์ ไป ให้ เอบเปรอ เปน ค่า ไถ่ ริดเจิ้น. เอบเปรอ ได้ ค่า ไถ่ แล้ว ก็ ปล่อย ริดเจิ้น ไป, ริดเจิ้น ก็ รีบ ลง เรือ ไป ยัง เมือง อังกฤษ. ฝ่าย ฟิลิบ กับ ยอน นั้น ทราบ ว่า เอบเปรอ จะ ปล่อย ริดเจิ้น, ก็ ทรง พระ วิตก นัก เกรง ว่า. ถ้า ริดเจิ้น กลับ มา ได้ แล้ว, ซึ่ง จะ คิด เอา เมือง อังกฤษ นั้น เหน จะ ไม่ สำเร็จ. จึ่ง ให้ ราชทูต ไป แจ้ง ความ แก่ เอบเปรอ, ห้าม มิ ให้ เอบเปรอ ปล่อย ริดเจิ้น, ให้ จำ ริดเจิ้น ขัง ไว้ ให้ แน่น หนา, จะ ให้ เงิน มากกว่า สาม แสน ปอน, เอบเปรอ ทราบ ดั่ง นั้น มี จิตร คิด โลภ จะ ใคร่ ได้ ทรัพย์ มาก. จึ่ง ให้ ทหาร ตาม จับ ริดเจิ้น จะ เอา มา ขัง ไว้ อีก ก็ ไม่ ทัน. ครั้น ริดเจิ้น เสด็จ มา ถึง กรุง ลอนดอน, ชาว พระนคร ก็ ยินดี พา กัน มา รับ เสด็จ แล้ว. ริดเจิ้น จึ่ง ตรัส สั่ง ให้ แต่ง การ พระ ราชพิธี จะ ราชาพิเศก พระองค์ ใหม่, หวัง จะ ให้ ความ อัปยศ ซึ่ง พระองค์ ต้อง เครื่อง พันธนา, ขัง อยู่ ใน เรือน จำ นั้น ให้ เสื่อม หาย. ครั้น เสรจ การ ราชาภิเศก แล้ว, พระองค์ ก็ เสด็จ ยก ไป ป้อง กัน เมือง นอเมนเต. ซึ่ง ฟิลิบ พระเจ้า ฝรั่งเสศ ยก มา ติด อยู่ นั้น, วัน หนึ่ง ยอน พระราชอนุชา เสด็จ มา เฝ้า, พระ ชฐา ธิราช กราบ ลง ที่ พระ บาท สารภาพ ความ ผิด ของ พระองค์, แล้ว ทูล อ้อน วอน ให้ ทรง พระกรุณา โปรด. ริดเจิ้น มิ ได้ ทรง พระกรุณา โปรด. ต่อ พระราช มารดา เสด็จ มา ให้ พระองค์ งด โทษ, พระองค์ จึ่ง ทรง พระ กรุณา โปรด พระราชทาน โทษ แก่ ยอน พระราชอนุชา. ฝ่าย ริดเจิ้น กับ ฟิลิบ นั้น, ทำ พระ ราช ไม ตรี แล้ว ก็ ละ ไมตรี เสีย กลับ ทำ ศึก กัน, แต่ อย่าง นี้ อยู่ เนือง ๆ ถึง สี่ ปี. อยู่ มา มี ขุนนาง อังกฤษ หนึ่ง ชื่อ ไวโดมา, พบ บ่อเงิน ใน บ้าน ของ ตน แล้ว, เอา ทรัพย์ นั้น ไป ถวาย แก่ ริด เจิ้น. ริดเจิ้น ทรง พระ ดำริห์ เหน ว่า, อัน ขุมทรัพย์ นี้ ควร จะ เปน ของ หลวง, อัน จะ เปน ของ ขุนนาง นั้น ไม่ ควร. จึ่ง ตรัส ว่า บ่อ เงิน ซึ่ง บัง เกิด ใน เขตร แดน ของ เรา, ถ้า ใคร พบ ปะ แล้ว จะ ถือ ว่า เปน ของ ตัว นั้น ไม่ ได้, ให้ ถวาย เปน ของ หลวง. ถ้า ไม่ ถวาย เปน ของ หลวง แล้ว จะ เอา ตัว เปน โทษ. ขุนนาง ผู้ นั้น แขง เสีย ไม่ ยอม ถวาย บ่อ เงิน, ถือ ว่า บ่อ เงิน นั้น อยู่ ใน บ้าน ของ ตัว. ริดเจิ้น กริ้ว ขุนนาง นั้น ว่า ขัด พระราชบัญชา, จึ่ง ยก ทหาร ไป จะ ตี บ้าน ขุนนาง ผู้นั้น. ขุน นาง นั้น ครั้น ทราบ ว่า, ริดเจ็น ยก ทหาร เสดจ์ มา จะรบ เอา บ่อ เงิน, ก็ ยอม ถวาย บ่อ เงิน ทั้ง ที่ บ้าน, แต่ ขอ ว่า เมื่อ ตัว จะ ออก จาก บ้าน นั้น, ขอ ให้ ทหาร ถือ อาวุธ ออก จาก บ้าน. ด้วย ธรรมเนียม ใน ประเทศ ยูรบ นั้น ถือ ว่า, ถึง จะ ยอม แพ้ ให้ บ้าน เมือง แล้ว, แต่ เมื่อ จะ ออก จาก บ้าน เมือง นั้น, ถ้า ทหาร ยัง ถือ อาวุธ ออก ไป จาก บ้าน เมือง ได้, ก็ ไม่ สู้ อาย นัก. ถ้า ทหาร วาง อาวุธ เสีย ออก ไป แต่ มือ เปล่า แล้ว, เปน ที่ อัป ยศ อด สู นัก. เหตุนี้ พระเจ้า ริดเจ็น ได้ ทราบ ว่า ขุน นาง นั้น ขอ ให้ ทหาร ของ ตน ถือ อาวุธ ออก จาก บ้าน, ทรง กริ้ว แล้ว ตรัส ว่า, ยอม แล้ว ยัง หาสนิท ไม่. ไหน ๆ เรา ก็ ได้ ยก ทหาร มา ถึง นี่ แล้ว, จำ จะรบ เอา ให้ ได้, ฆ่า เสีย ให้ หมด บ้าน. แล้ว พระ องค์ ก็ เสดจ์ เที่ยว ตรวด ตรา หน้า ที่, ทอด พระเนตร ที่ ทาง ซึ่ง จะ ยก ทหาร เข้า ตี บ้าน นั้น. ทหาร ใน บ้าน ยิง ธนู มา ต้อง อังษา ของ พระองค์, ทรง กริ้ว แล้ว สั่ง ให้ ตี หัก เข้า ไป ใน บ้าน นั้น ได้ แล้ว ให้ จับ ผู้ คน พล ทหาร ใน บ้าน นั้น ผูก คอ แขวน เสีย หมด, เว้น ไว้ แต่ ผู้ ซึ่ง ยิง พระองค์ ผู้ เดียว. แต่ แผล ซึ่ง ต้อง ลูก ธนู นั้น ก็ หนิด หน่อย, แพทย์ ผู้ รักษา นั้น ไม่ ชำ นาน, จึ่ง กำเริบ ขึ้น มี พิษม์ กล้า. ริดเจ็น เหน พระ ชนม์ ของ พระองค์ จะ ดำรง อยู่ ไม่ ได้, จึ่ง ให้ เอา ตัว ผู้ ซึ่ง ยิง พระองค์ นั้น มา แล้ว ตรัส ถาม ว่า, เรา ได้ ทำ ผิด สิ่ง ไร แก่ ตัว ๆ จึ่ง ปอง ร้าย ชีวิตร ของ เรา. ผู้ นั้น จึ่ง กราบ ทูล ว่า พระ องค์ ประหาร ชีวิตร บิดา แล พี่ น้อง ของ ข้าพเจ้า เสีย, แล้ว ยัง จะ ประหาร ชีวิตร ข้าพเจ้า อีก, ข้าพเจ้า จึ่ง ได้ มุ่ง ร้าย หมาย จะ ปลง พระชนม์ ของ พระองค์. แต่ ครั้ง นี้ ถึง พระ องค์ จะ ลง พระราช อาญา แก่ ข้าพเจ้า ให้ แสน สาหัส อย่าง ไร, ข้าพเจ้า มิ ได้ เสีย ใจ. ด้วย ข้าพเจ้า ได้ ยัง คน ทั้งปวง ใน โลกย์ นี้, ให้ พ้น คน ชั่ว ร้าย กาจ เช่น พระองค์ แล้ว ริดเจ็น ได้ ทรง ฟัง ดังนั้น ก็ ภอ พระ ไทย, จึ่ง ให้ เอา ทรัพย์ มา พระราชทาน แล้ว สั่ง ให้ ปล่อย ผู้ นั้น เสีย, คนใช้ ไม่ ยอม ปล่อย พา เอา ตัว ผู้ นั้น ไป ฆ่า เสีย, มิ ให้ ริดเจ็น ทราบ. พระเจ้า ริดเจ็น ก็ สิ้น พระชนม์ ด้วย ประ ชวร แผล นั้น. พระชนมายุ ของ พระองค์ ๔๒ พรรษา. พระ องค์ ดำรง อยู่ ใน ราชสมบัติ สิบปี, ใน ระหว่าง สิบปี นั้น พระองค์ ได้ อยู่ เปน ปรกติ ใน กรุง อังกฤษ แต่ สี่ เดือน. เหตุ ฉะนั้น บ้าน เมือง จึ่ง เปน จลาจล เกิด โจร ผู้ ร้าย มาก, อาณา ประชา ราษ ฎร จะ ทำ นา หา กิน ก็ ไม่ เปน ปรกติ. แต่ พระ เจ้า วิดเจิ้น นี้ พระ อง ไม่ มี พระ ราช โอรศ.


พงษาดาร เมือง ต่าง ๆ

๏ คน ที่ เคย อ่าน หนังสือ ของ พวก หมอ อเมริก จึ่ง จะ เข้า ใจ ว่า, เดิม นั้น พระ เจ้า ได้ ทรง สร้าง มนุษ แต่ สอง คน. คือ ผู้ ชาย คน หนึ่ง, ผู้ หญิง คน หนึ่ง เท่า นั้น. พระ ยะโฮวา เจ้า จึ่ง ตรัส โอ วาท สั่ง สอน แก่ คน ทั้ง สอง, ด้วย มี พระ ไทย เมตา หวัง จะ ให้ เปน ประโยชน์, แก่ มนุษ ทั้ง ปวง อัน เกิด มา ใน ภาย หลัง. แต่ คน ทั้ง สอง นั้น มี ใจ ขัด ขืน ต่อ โอวาท ของ พระ เจ้า แล้ว, ได้ ทำ ผิด ซึ่ง ถ้อย คำ ของ พระ เจ้า ที่ กล่าว สั่ง สอน นั้น, คน ทั้ง สอง จึ่ง มี น้ำ จิตร วิ ปริต แปร ปรวน ไป รักษ ใคร่ แต่ จะ ทำ ซึ่ง การ บาป. ครั้น คน ทั้ง สอง สืบ เนื่อง ลูก หลาน มา ก็ มี น้ำ ใจ ประพฤติ์ ใน การ บาป ด้วย กัน สิ้น. ครั้น ล่วง มา กำ หนด ได้ ๑๖๐๐ ปี, มนุษ เหล่า นั้น ก็ กระทำ การ บาป ทั่ว มาก ขึ้น. พระ องค์ เจ้า ยะโฮวา ทรง เห็น ว่า, มนุษ ทั้ง ปวง ทำ ผิด เปน อัน มาก แล้ว. พระ องค์ จึ่ง บัน ดาน ให้ น้ำ ท่วม คน ทั้ง หลาย ถึง แก่ พิ นาศ ฉิบ หาย ตาย สิ้น, เว้น ไว้ แต่ โนฮา อัน เปน คน ปรติบัติ ตาม โอวาท ของ พระ เจ้า นั้น, กับ ภรรยา แล บุตร สาม คน กับ สะใภ้ ทั้ง สาม ด้วย. แล ลูก ของ โนฮา นั้น ชื่อ เซม คน หนึ่ง. ชื่อ ฮาม คน หนึ่ง, ชื่อ ยาเฟธ คน หนึ่ง. ถ้า จะ ใคร่ รู้ ว่า, พระ ยะโฮ ว่า โปรด ให้ โนฮา กับ ภรรยา แล บุตร แล สะใภ้ นั้น, รอด จาก น้ำ ท่วม ด้วย อา การ อย่าง ไร, แล้ว ก็ ให้ อ่าน ดู ใน คำภีร์ สร้าง โลกย์ นั้น เถิด.

๏ ครั้น นาน มา ลูก หลาน ของ โนฮา ก็ ค่อย เจริญ มาก ขึ้น, ก็ มิ ได้ เอา พระ เจ้า เปน ที่ พึ่ง. คน เหล่า นั้น ก็ ยัง อยู่ เปน ปรกติ พะอม ญาติ กัน. จึ่ง ชวน กัน สร้าง เปน หอ คอย ขึ้น โต ใหญ่, ด้วย เขา คิด ว่า จะ กะ ขึ้น ไป ให้ สูง เทียบ ฟ้า, แต่ คน เหล่า นั้น สร้าง หอ คอย ยัง หา ทัน ไม่. พระ เจ้า จึ่ง มา บัน ดาน ให้ คน จำ พวก นั้น พูด ภาษา ต่าง ๆ กัน ออก ไป จะ เข้า ใจ กัน มิ ได้, คน เหล่า นั้น ก็ แยก ย้าย กัน ออก ไป ต่าง พวก ต่าง อยู่. ฝ่าย พวก ของ เซม นั้น ก็ ไป อยู่ ใน ประเทศ ที่ ทุก วัน นี้, เรียก ว่า อาเซีย. ฝ่าย พวก ของ ฮาม นั้น ก็ ไป อยู่ ใน ประเทศ ที่ ทุก วัน นี้, เรียก ว่า อาฟะริกา. ฝ่าย พวก ของ ยาเฟธ นั้น ก็ ไป อยู่ ใน ประเทศ ที่ ทุก วัน นี้, เรียก ว่า ยุโรป นั้น. คน ทั้ง สาม จำพวก นี้, จึ่ง ได้ สร้าง บ้าน เมือง เปน ที่ อาไศรย ใหญ่ บ้าง น้อย บ้าง, ต่าง ๆ กัน. เดิม นั้น บุตร ของ เซม ได้ สร้าง เมือง ใน ประ เทศ นี้. แล เมือง นั้น ชื่อ ว่า บาปุโลน เปน เมือง หลวง. แล้ว บุตร ของ เซม นั้น ได้ ครอง เมือง บาปุโลน, เปน ใหญ่ ใน ประ เทศ บาปุโลนเนีย.


จะว่า ด้วย เมือง นินะเว ก่อน

๏ นิมรอด อัน เปน หลาน ของ ฮาม, ได้ สร้าง เมือง ใน ประ เทศ อาซูร เมือง หนึ่ง, ชื่อ ว่า นินะเว เปน เมือง หลวง ใน ประเทศ อาซูร นั้น. แต่ นิมรอด สร้าง เมือง ยัง หา ทัน แล้ว ไม่, ก็ ถึง แก่ นิจกรรม. นิโน ผู้ เปน บุตร ของ นิมรอด จึ่ง สร้าง เมือง นั้น แทน บิดา. ครั้น นิโน สร้าง เมือง สำ เรจ แล้ว, นิโน ก็ ยก กองทัพ ไป ตี เมือง ทั้งปวง, นิโน มี น้ำใจ กล้า หา ร ใน การ สงคราม เปน อัน มาก. แล เมือง อื่น ๆ หลาย เมือง ได้ ไชยชนะ แก่ เมือง บาปุโลน และ เมือง มิดยาน และ เมือง อื่น ๆ หลาย เมือง. ครั้ง นั้น เมือง นินะเว ก็ มี เมือง ขึ้น เปน อัน มาก.

๏ ครั้น อยู่ มา พระเจ้า นิโน สวรรคต แล้ว, ขุนนาง ข้า ราชการ ทั้งปวง, จึ่ง ยก นินยาน ผู้ เปน ราชบุตร ให้ ครอง ราช สมบัติ แทน พระราชบิดา. แต่ นินยาน นั้น ยัง ทรง พระเยาว์ นัก, มิ รู้ ที่ จะ บังคับ บัญชา กิจ ราชการ สิ่ง ใด เลย. จึ่ง นาง เซมิ รามิ้ อัน เปน พระชนนี นั้น, ช่วย บังคับ บัญชา กิจ ราชการ เมือง แทน พระราชบุตร. นาง จึ่ง ให้ ตบ แต่ง การ เมือง, คือ ให้ ก่อ กำ แพง รอบ นอก ให้ แน่น หนา , และ ปลูก โรง งาม ๆ เปน อัน มาก. เมือง นินะเว ก็ งด งาม รุ่ง เรือง สนุก สนาน ขึ้น. ครั้น ตบ แต่ง พระนคร เสรจ์ แล้ว, นาง จึ่ง นึก ใน พระไทย จะ ใคร่ แผ่ เขตร์ แดน ให้ กว้าง ขวาง ออก ไป อีก. ครั้น เพลา เสดจ์ ออก ขุนนาง จึ่ง ตรัส สั่ง ขุนนาง ผู้ ใหญ่ ผู้น้อย ให้ เกนท์ ทัพ. ครั้น พลทหาร พร้อม แล้ว, นาง เซมิรามิ้ จึ่ง ยก กอง ทัพ เที่ยว ปราบ ปราม เมือง อัน ตั้ง ใกล เขตร์ แดน, ที่ ยัง มิ ได้ มา อ่อน น้อม นั้น ก็ ได้ เปน หลาย หัว เมือง, แล้ว ก็ ยก พล รุก รบ มา จน กระ ทั่ง เมือง อินเดีย.

๏ ฝ่าย พระเจ้า เตปุโรเบติ ผู้ ครอง เมือง อินเดีย แจ้ง ว่า, เมือง นินะเว ยก กอง ทัพ มา กระทำ ย่ำ ยี่ แก่ พระ นคร ดังนั้น. แล้ว จึ่ง รับ สั่ง ให้ ขุนนาง ผู้ ใหญ่ ผู้ น้อย, ตระเตรียม โย ธา ทหาร. ครั้น เตรียม กอง ทัพ ได้ พร้อม แล้ว. พระจ้า เตปูโรเบติ ก็ ยก พลทหาร ออก จาก เมือง. ฝ่าย นางเซมิรามี ทอด พระเนตร เหน กอง ทัพ พระ เจ้า อินเดีย ประกอบ ด้วย ช้าง ม้า เปน อัน มาก, แต่ ทหาร ช้าง นั้น มาก กว่า เปน หลาย ส่วน. นาง ก็ อั้น อั้น จน พระ ไทย, แล้ว ก็ ตริก การ ที่ จะ รับ รอง ทัพ ช้าง ของ พระเจ้า เตปู โรเบติ, นาง จึ่ง คิด เหน ว่า ควร จะ เอา ฬ้า ที่ เรา ฝึก หัด ไว้, ใน การ สงคราม นั้น เข้า สู้ กับ ช้าง จึ่ง จะ เอา ไชยชนะ ได้. นาง จึ่ง จัด กระบวน ทัพ แล เลือก เอา ฬ้า ได้ เปน อัน มาก, แล้ว ให้ ทหาร ขี่ ประจำ ทุก ตัว ฬ้า, นาง เซมิรามี ก็ ทรง ช้าง พระที่นั่ง เปน พาหะนะ. แล้ว จึ่ง ให้ ยก โยธา ทัพ ฬ้า และ ทหาร ออก จาก ที่ ภัก อยู่ นั้น, เข้า ประจน กับ ทัพ ของ พระเจ้า เตปูโรเบติ. แล ทัพ ฬ้า กับ ทัพ ช้าง ก็ เข้า ต่อ สู้ กัน เปน สามารถ, ทับ ช้าง จะ ทาน กำลัง ทัพ ฬ้า นั้น มิ ได้ ก็ พ่าย หนี.

๏ ฝ่าย พระเจ้า เตปูโรเบติ ก็ ขับ ช้าง หนี เข้า ใน เมือง ได้. กอง ทัพ เมือง นินะเว ครั้น ได้ ไชยชนะ แล้ว, เหล่า ทหาร ทั้ง ปวง ก็ ไล่ จับ ทหาร ของ พระเจ้า เตปูโรเบติ, เก็บ เอา หมวก เสื้อ เครื่อง สาตราอาวุธ ได้ เปน อัน มาก, แล ได้ คน เชลย นั้น โกฎิ หนึ่ง. แล้ว นาง เซมิรามี จึ่ง ทรง ช้าง พระที่นั่ง นำ หน้า โยธา ทหาร ทั้งหลาย, ติด ตาม พระเจ้า เตปูโรเบติ เข้า ไป ใน เมือง อินเดีย. ครั้น ทัน พระเจ้า เตปูโรเบติ เข้า แล้ว, พระ เจ้า เตปูโรเบติ ก็ คิด ว่า จะ หนี ก็ เหน ว่า จะ ไม่ พ้น, จึ่ง ขับ พล ทหาร เข้า รบ กับ ทัพ ของ พระนาง เซมิรามี ๆ ก็ ขับ ช้าง นำ หน้า ทหาร เข้า รบ กับ พระเจ้า เตปูโรเบติ. ขณะ รบ กัน อยู่ นั้น พระ นาง เซมิรามี ก็ ต้อง อาวุธ เข้า แผล หนึ่ง.

๏ ฝ่าย ทหาร ทั้งปวง เหน ว่า นาง เซมิรามี ต้อง อาวุธ เข้า แล้ว. ต่าง คน ก็ ภา กัน เสีย น้ำใจ รยพุ่ง ย่อ หย่อน ไป. เกือบ จะ ยอม แพ้ แก่ กองทัพ ช้าง เมือง อินเดีย อยู่ แล้ว. นาง เซมิรา มี เหน ทหาร อิด โรย ลง, จะ ยอม แพ้ แก่ พระเจ้า เตปูโรเบติ ดัง นั้น แล้ว. นาง เซมิรามี ก็ วิตก เสีย น้ำ พระ ไทย เปน อัน มาก. จึ่ง ทิ้ง ทหาร ทั้งปวง ไว้ ใน เมือง อินเดีย, แล้ว ก็ ขับ ชาง พระ ที่ นั่ง หนี กลับ มา ยัง เมือง นินะเว. และ มี ทหาร ตาม มา ประมาณ ร้อย หนึ่ง. ครั้น พระนาง เซมิรามี กลับ มา ถึง เมือง นินะเว แล้ว, ก็ ทรง พระวิตก เสีย น้ำ พระไทย เปน อัน มาก นัก.

๏ ครั้นอยู่มา ขุนนาง ข้า ราช การ ทั้งปวง, ก็หาใคร่ จะ นับ ถือ เกรง กลัว พระ นาง เหมือน แต่ ก่อนไม่, ขุนนาง และ ราษฎร ทั้งปวง ก็คิด เปน อัน ขบถ ต่อ พระนาง นั้น, เพราะ ว่า พระ นาง หา ให้ สมบัติ แก่ ราช บุตร ของ พระเจ้า แผ่นดิน ไม่. แต่ พระนาง เซมิรามี่ ได้ ครอง สมบัติ มานั้น ถึง สี่ สิบ ปี แล้ว. หา ได้ ให้ สมบัติ แก่ นินญา ผู้ เปน ราช บุตรไม่. ครั้น พระนาง เซมิรามี่ ทรง ทราบ ใน พระไทย ว่า, ขุนนาง และ ราษฎร ทั้งปวง. จะ คิด ประทุษฐร้าย, ด้วย เหตุ ที่ มิได้ ให้ สมบัติ แก่ พระราช บุตร ดั่งนั้น, แล้ว พระนาง เซมิรามี่, จึ่ง มอบ ราชสมบัติ ทั้ง ปวง ให้กับ นินญา ราชบุตร นั้น, ครอบ ครอง เปน พระเจ้าแผ่น ดิน แทน, สมเด็จ พระราชบิดา ที่ สวรรคต นั้น, ขุนนาง และ ราษฎร ทั้งปวง ที่ คิด ขบถ นั้น, ก็ มิ ได้ ประทุษฐร้าย แก่ พระ นาง เซมิรามี่ อีก เลย. ครั้น นินญา ได้ เปน เจ้าแผ่นดิน ครอง ราช สมบัติ แล้ว, ก็ มี น้ำ พระไทย หา เหมือน สมเด็จ พระราช บิดา และ พระชนนี ไม่, มิ ได้ คิด อ่าน การ ที่ จะ เปน ประโยชน์ แก่ บ้าน เมือง. และ ให้ ราษฎร ได้ ความ ศุข นั้น บ้าง เลย. ย่อม อยู่ แต่ ใน พระราชวัง กับ ด้วย พระ อัค มะเหษี และ นาง นัก สนม ทั้งปวง นั้น.

๏ ครั้น อยู่ มา สมเด็จ พระเจ้า นินญา นั้น, จึ่ง ทรง พระ ดำริ ใน พระไทย ว่า, จำ จะ ต้อง ให้ มี ทหาร อยู่ ป้อง กัน รักษา เมือง ไว้. เกลือก ว่า จะ มี ภัย อันตราย, ครั้น ทรง พระ ดำริ ฉะนี้ แล้ว, เพลา เสด็จ ออก ท้อง พระโรง, จึ่ง มี พระราช โอง การ ตรัส สั่ง แก่ ขุนนาง ท้าว พญา ผู้ ใหญ่. ให้ เกนท์ ทหาร บัน ดา หัว เมือง ขึ้น นั้น, ให้ มา คอย ระวัง รักษา พระ นคร อยู่ ผลัด เปลี่ยน กัน คล ปี. ครั้น ถึง ปี แล้ว จึ่ง ให้ กลับ ไป บ้าน เมือง, แล้ว จึ่ง ให้ เกนท์ คน อื่น มา รักษา อยู่ อีก อย่า ให้ ขาด ได้. ฝ่าย ท้าว พญา ขุนนาง ผู้ รับ สั่ง นั้น, ก็ ไป เกนท์ ทหาร บันดา เมือง ขึ้น ให้ มา รักษา เมือง หลวง, ตาม รับ สั่ง ทุก ประการ, แต่ พระเจ้า นินญา ได้ ครอง ราช สมบัติ มา จน ตราบ ท้าว สิ้น พระชน มายุศม์. ก็ มิ ได้ มี การ ศึก สงคราม เลย. ครั้น พระองค์ สวรร คต แล้ว, พระราชบุตร ก็ ได้ ครอง ราช สมบัติ สืบ ๆ กัน มา ถึง ๓๐ ชั่ว กระษัตร. ก็ ทรง ประพฤทธิ์ ตาม ทำเนียม ของ สมเด็จ พระเจ้า นินญา เหมือน กัน ทุก ๆ พระ องค์. เมือง นินะเว ก็ มิ ได้ มี การ สงคราม เลย. มา จน ถึง พระเจ้า แผ่นดิน พระองค์ เปน คำรบ สาม สิบ นั้น, ทรง พระ นาม ชื่อ ว่า ซาเดนาปุโล สมเด็จ พระเจ้า ซาเดนาปุโล, พระองค์ ย่อม มี น้ำ พระไทย รัก ใคร่ ใน กิริยา ของ สัตรี เปน อัน มาก นัก. จึ่ง แต่ง พระองค์ ทรงเพศ ให้ เหมือน สัตรี, แล้ว จะ ตรัส คำใด ก็ ทำ สำเนียง ให้ เหมือน สัตรี ทุกอย่าง, ฝ่าย ขุนนาง ข้า ราช การ ทั้งปวง, ต่าง คน ก็ มี น้ำ ใจ เบื่อ หน่าย มิ ใคร่ จะ ชอบ ใน พระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ นี้ ไม่.

๏ ครั้น อยู่ มา บิเลเซอัน เปน เจ้า เมือง บาปุโลน, กับ อา เบเซอัน เปน เจ้า เมือง มิดยาน, เจ้า เมือง ทั้ง สอง คน นี้ เข้า มา เฝ้า พระเจ้าแผ่นดิน ยัง กรุง นินะเว. ครั้น เจ้า เมือง ทั้ง สอง คน นี้ เข้า เฝ้า แล้ว, ก็ ได้ เหน อาการ กิริยา ของ พระเจ้า แผ่นดิน ที่ ทำ เหมือน สัตรี นั้น, ก็ มิ ได้ มี ใจ รัก ใคร่ เลย. ฝ่าย ว่า บิ เลซิ เจ้าเมือง บาปุโลน, ก็ รู้ ใน กิริยา ของ อาเบเซ เจ้า เมือง มิดยาน ว่า, ไม่ ชอบ พระเจ้า แผ่นดิน. แล้ว ก็ เหน ว่า อา เบ เซ นั้น, เปน คน มั่น ใน ปัญญา และ น้ำ ใจ ก็ แกล้ว กล้า ใน การ สงคราม ด้วย. บิเลซิ จึ่ง ว่า กับ อาเบเซ ว่า, ตัว ของ ท่าน นี้ พระเจ้า จะ ตั้ง ให้ เปน เจ้า แผ่นดิน แล้ว. ทำ ไม จึ่ง มา นิ่ง ช้า อยู่ เล่า จง เร่ง คิด อ่าน แต่ โดย เรว เถิด. ฝ่าย อา เบ เซ ได้ ฟัง บิ เลซิ ว่า ดั่ง นั้น กับ ตัว, แล้ว ก็ เหน ว่า บิเลซิ ก็ ไม่ ชอบ ใน พระเจ้า แผ่นดิน ด้วย. บิ เล ซิ กับ อา เบ เซ ทั้ง สอง คน, ก็ คิด อ่าน กัน ที่ จะ ยก กอง ทับ มา รบ เมือง นินะเว, ถ้า สม ดัง ความ คิด แล้ว, เรา ทั้ง สอง คน ก็ จะ ตั้ง ตัว เปน เจ้า แผ่นดิน ครอง ราช สมบัติ อยู่ ใน เมือง ของ เรา ๆ ก็ ไม่ ต้อง ขึ้น แก่ กรุง นินะเว เลย.

๏ ครั้น คิด เหน ชอบ พร้อม ใจ กัน แล้ว ทั้ง สอง คน. จึ่ง กำหนด วัน คืน ที่ จะ ยก กอง ทับ มา ตี กรุง นินะเว นั้น ให้ ถึง พร้อม กัน. สั่ง เสีย กัน เสร็จ สรัพ แล้ว, เจ้า เมือง ทั้ง สอง ก็ เข้า เฝ้า พระเจ้า กรุง นินะเว กราบ ถวาย บังคม ลา กลับ ไป ยัง เมือง ของ ตน. ครั้น ไป ถึง เมือง แล้ว เจ้า เมือง บาปุโลน, และ เจ้า เมือง มิดยาน ต่าง คน ก็ เกนท์ พล ทหาร ได้ เปน อัน มาก. ทั้ง สอง เมือง ด้วย กัน. ครั้น ถึง วัน กำหนด เข้า แล้ว, บิเลซิ ก็ ยก กอง ทับ ออก จาก เมือง บาปุโลน, อาเบเซ ก็ ยก กอง ทับ ออก จาก เมือง มิดยาน, ทั้ง สอง ทับ ก็ มา ถึง เมือง นินะเว พร้อม กัน. แล้ว ให้ แยก ทหาร เข้า ตั้ง ล้อม กำแพง เมือง ไว้.

๏ ฝ่าย พระเจ้า กรุง นินะเว, แจ้ง ว่า เมือง บาปุโลน แล เมือง มิดยาน เปน ขบถ, ยก กอง ทับ มา ล้อม พระ นคร ดัง นั้น, ก็ สะดุง ตก พระไทย จึ่ง ตรัส สั่ง ขุนนาง ท้าว พญา ข้า ราช การ ทั้งปวง, ให้ ตรวจ เตรียม ทหาร ขึ้น รักษา น่า ที่ เชิงเทิน ค่าย คู หอรบ. แล้ว ให้ ปิด ประตู เมือง ไว้ ให้ มั่น คง, แล้ว ให้ ยก กอง ทับ ออก ต่อรบ ด้วย พวก สัตรู ให้ หลาย ทับ หลาย กอง, ท้าว พญา ข้า ราช การ ทั้งปวง รับ พระราช โอง การ. แล้ว ก็ มา เร่ง รัด เกนท์ พล ทหาร, ให้ ขึ้น รักษา น่า ที่ เชิงเทิน ตาม พระ ราช โอง การ รับ สั่ง นั้น, แล้ว ก็ เกน กอง ทับ ออก ต่อรบ ด้วย ฆ่า ศึก. แต่ ได้ รบ พุ่ง กัน นั้น เปน หลาย ครั้ง หลาย หน, แล้ว ทหาร ข้าง เมือง นินะเว นั้น, ก็ ภ่าย หนี เข้า ใน เมือง ทุก ครั้ง, แล้ว รักษา น่า เชิงเทิน มั่น คง แน่น หนา อยู่, ทหาร ข้าง เมือง บาปูโลน, และ เมือง มิดยาน จะ แหก หัก เข้า ใน เมือง ก็ มิ ได้. ก็ ตั้ง ทับ ล้อม อยู่ นอก กำแพง นั้น.

๏ แต่ บี เลซี กับ อา เบซ ได้ ล้อม เมือง นินะเว ไว้, ถึง สอง ปี แล้ว ก็ ยัง หา ได้ ไม่. ครั้น ปี เปน คำรบ สอง ข้าง ปลาย ปี นั้น ก็ บังเกิด น้ำ มาก กว่า ทุก ปี, จน ทวม เข้า เมือง เปน อัน มาก. ฝ่าย ว่า พระเจ้า ซาเดปูโล ได้ เหน ว่า, น้ำ ทวม มาก เข้า มา ใน เมือง ดัง นั้น แล้ว, ก็ ทรง ดำหริ ใน พระไทย ว่า, ได้ ยิน คำ เล่า ฦา มา แต่ โบราณ, ว่า น้ำ ท่วม มาก แล้ว บ้าน เมือง ก็ จะ อันตระธาน สูญ เสีย ไป สิ้น ทั้ง นั้น, ก็ เมือง ของ เรา เกิด น้ำ ท่วม มาก ดัง นี้, ก็ เหน จะ เสีย เมือง เปน มั่ง คง. ครั้น พระองค์ ทรง ดำริ ฉนี้ แล้ว ก็ วิ ตก เสีย น้ำ พระไทย เปน อัน มาก. พระองค์ จึ่ง ภา พระอัคมเหษี แล นักสนม ทั้งปวง อัน เปน ที่ รักษ์ นั้น เสดจ ไป อยู่ ใน วิหาร แห่ง หนึ่ง. แล้ว รับ สั่ง ให้ ขุนนาง ข้า ราชการ ให้ ขน เอา ทรัพย์ สมบัติ ใน ท้อง พระคลัง นั้น มา ไว้ ใน วิหาร ด้วย, ครั้น เพลา ค่ำ พระองค์ จึ่ง เอา เพลิง จุด วิหาร นั้น เข้า เพลิง ก็ ไหม้ วิหาร ขึ้น ทรัพย์ สมบัติ ทั้งปวง ก็ ฉิบหาย ด้วย เพลิง สิ้น. แล พระองค์ กับ พระอัคมเหษี เสดจ อยู่ ใน วิหาร นั้น ก็ สิ้น พระชนม์ ไป ด้วย เพลิง.

๏ ฝ่าย เจ้า เมือง บาปูโลน กับ เจ้า เมือง มิดยาน, ที่ ได้ ยก กอง ทัพ มา ล้อม เมือง นั้น, ครั้น แจ้ง ว่า พระเจ้า ซาเด นาปูโล ทิวงคต แล้ว. เจ้า เมือง ทั้ง สอง ก็ ภา กัน เลิก ทัพ กลับ ไป เมือง. ครั้น ถึง เมือง แล้ว บิเลซ เจ้า เมือง บาปูโลน ก็ ตั้ง ตัว เปน เจ้าแผ่นดิน ครอง สมบัติ ใน เมือง บาปูโลน. อา เบซ ก็ ตั้ง ตัว เปน เจ้า แผ่นดิน, ครอง สมบัติ ใน เมือง มิดยาน.

แต่ นั้น มา เมือง บาปุโลน แล เมือง มิดยาน ก็ เปน ไมตรี ต่อ กัน. แล้ว ก็ มิ ได้ มา ขึ้น แก่ เมือง นินเว อิก เลย.

๏ ฝ่าย ข้าง เมือง นินเว ครั้น พระเจ้า แผ่น ดิน สิ้น พระชนม์ แล้ว, เสนา อำมาตย์ ช้า ราช การ ทั้งปวง, จึ่ง ประชุม พร้อม กัน ปฤกษ คิด อ่าน การ, ที่ จะ ตั้ง แต่ง ผู้ ครอบ ครอง สมบัติ แล ไพร่ ฟ้า ประชา ราษฎร, ให้ พระนคร อยู่ เยน เปน ศุข. จึ่ง เส นา อำมาตย์ ข้าราชการ ทั้งปวง เหนพร้อม กัน ว่า, ปูละอัน เปน ขุนนาง ผู้ ใหญ่ สิทธิ์ ขาด ราชการ อยู่ นั้น, มี สติปัญญา เฉลียว ฉลาด ทั้ง น้ำ ใจ ก็ แกล้ว กลัว ใน การ ศึก สงคราม, ควร จะ คุ้ม ครอง ป้อง กัน อาณา ประชา ราษฎร, แล บ้าน เมือง ให้ อยู่ เยน เปน ศุข ได้. จึ่ง ยก ปูละ ขึ้น เปน เจ้าแผ่นดิน ครอง ราชสมบัติ ใน กรุง นินเว ต่อ ไป. ครั้น ปูละ เปนเจ้า แล้ว, จึ่ง ทรง พระ ดำริห์ จะ ใคร่ แผ่ ขอบขันธ์เสมา อาณาจักร ออก ไป ให้กว้างขวาง ครั้น เพลา เสดจ ออก, ขุนนาง ข้าราชการ ทั้ง ปวง เฝ้า พร้อม กัน, จึ่ง ดำรัส สั่ง มุขมนตรี ผู้ ใหญ่ ฝ่าย ทหาร, ให้ เกน กอง ทัพ ประ มาณ ๑๐๐๐๐๐ หนึ่ง, พร้อม ด้วย เครื่อง สรรพายุทธ ช้าง ม้า แล เสบียง อาหาร ให้ครบ สรัพ, เรา จะ ยก ทัพ ไป กระทำ กับ เมือง อัน อยู่ ทิศ กระวัน ตก เฉียง ใต้ นั้น ให้ถึง เมือง ยิศราเอล. มุขมนตรี ผู้ ใหญ่ รับ พระ ราชโองการ, แล้ว ก็ เกน พล ทหาร ได้ พร้อม ตาม รับ สั่ง. จึ่ง เข้าไป กราบ ทูล, พระเจ้าแผ่นดิน ก็ เสดจ ยก พล โยธา หาร ออก จาก พระนคร ร้อน แรม มา, ครั้น เข้าเขตร แดน เมือง ยิศราเอล, แล้ว ก็ ได้ ปราบปราม หัว เมือง ที่ ขึ้น กับ กรุง ยิศราเอลนั้นได้เปน หลายหัวเมือง. ครั้น พระเจ้าแผ่นดิน ผู้ครอง เมือง ยิศราเอล ได้ แจ้ง ว่า, กรุง นินะเว ยก กอง ทัพ มา กระทำ ย่ำ ยี แก่ พระ นคร ดัง นั้น แล้ว, จึ่ง รับสั่ง ให้ เกน พล ทหาร ออก ต่อ รบ โดยเรว. แล้ว ก็ได้ รบ พุ่งกัน เปน หลายครั้ง. แล กอง ทับ เมือง ยิศราเอล ทาน ฝีมือ ทะหาร เมือง นินะเว มิ ได้ ก็ หนี เข้า เมือง. กอง ทับ เมือง นินะเว เข้า ตั้ง ล้อม เมือง ยิศราเอล ไว้. ฝ่าย ผู้ครอง เมือง ยิศราเอล เห็น ว่า จะ ป้อง กัน เมือง ไว้ มิ ได้, ก็ ยอม แพ้ แก่ พระเจ้า ปูละ. แล ขอ เปน เมือง ขึ้น แก่ เมือง นินะเว ว่า จะ เก็บ เงิน ค่า ส่วย ส่ง ให้ เสมอ ทุก ปี มิ ให้ ขาด ได้. พระเจ้า กรุง นินะเว ก็ ยอม ให้ ตาม ใจ, แล้ว พระเจ้า ปูละ ก็ ยก กอง ทัพ กลับ ยัง กรุง นินะเว.


๏ ความ แก้ ปลัด สิง ๚ะ

๏ ข้าพเจ้า ผู้ เปน เจ้า ของ จดหมาย เหตุ นี้. ขอ ลง พิมพ์ แก้ ความ เรื่อง นาย สิง เปน ที่ ขุนโลก พรหมมา ปลัด กรมโหร, เดิม ข้าพเจ้า ได้ ยิน คน พูด กัน ว่า ขุน โลก พรหมมา เสีย เงิน แก่ พระยา อนุชิต ชานไชย เพราะ เรื่อง หมอ ดู. ข้าพเจ้า จึ่ง ได้ ลง หนังสือ พิมพ์ ตาม คำ ที่ คน พูด กัน ผิด ๆ, บัด นี้ ข้าพเจ้า ได้ ทราบ ความ เปน แน่ ว่า, นาย สิง ขุน โลก พรหมมา ไม่ ได้ เสีย เงิน เหมือน คำ คน พูด กัน นั้น, เหตุ เดิม ที่ จะ เกิด ขึ้น เพราะ อีมา ทาษ ของ กลีบ มารดา, ให้การ ซัด ถึง ขุน โลก พรหมมา ว่า ได้ ดู ให้ กลีบ มารดา, พระยา อนุชิต ชานไชย เปน ผู้ ชำระ, จึ่ง ให้ เอา ตัว ขุน โลก พรหมมา มา ไต่ ถาม, ขุน โลก พรหมมา รับ ว่า ได้ ดู ให้ แย้ม มารดา ของ กลิบ มารดา จริง. ลูก ขุน ปฤกษา โทษ ว่า ขุน โลก พรหมมา มี ความ ผิด, ให้ ถอด เสีย จาก ที่ ปลัด กรม โหร, แล้ว ให้ มุน นาย มา รับ เอา ตัว ไป, พระณหัวเจ้า ท่าน อธิบดี ตัด สิน ว่า ถอด ขุน โลก พรหมมา เสีย จาก ที่ แล้ว, สัก เปน ไพร่ ให้ รับ ราช การ คง อยู่ ตาม กรม, ตระลา การ นำ เอา คำ ตัด สิน ขึ้น กราบ บัง คม ทูล พระกรุณา, พระ บาท สมเดจ์ พระจอมเกล้า เจ้า อยู่ หัว ได้ ทราบ ใต้ฝ่า ลออง ธุลี พระบาท แล้ว, ทรง พระวินิจฉัย เหน ความ ของ สัตว ผู้ ยาก, จึ่ง ทรง พระ กรุณา โปรด เกล้า ว่า, นาย สิง ขุน โลก พรหมมา ดู ตาม ตำรา โหร, ทาย เคราะห์ ดี แล ร้าย, ไม่ ได้ ว่า กล่าว เหลือ เกิน ใน ราช การ แผ่น ดิน ไม่ มี โทษ.

๏ อนึ่งโปรด เกล้า ว่า, เงิน ค่า ริชา ธรรมเนียม ที่ ขุน โลก พรหมมา ได้ เสีย ให้ แก่ ตระลา การ, ก็ ให้ ตระลา การ คืน ให้ แก่ ขุน โลก พรหมมา, พระยา อนุชิต ชานไชย ได้ เอา เงิน สาม สิบ บาท ที่ ขุน โลก พรหมมา เสีย ให้ เปน ค่า ธรรมเนียม นั้น, คืน ให้ แก่ ขุน โลก พรหมมา แล้ว, แต่ ณวัน เสาร์ เดือน หก แรม สิบ สาม ค่ำ, ก่อน วัน ที่ ออก หนังสือ พิมพ์, เมื่อ ณเดือน หก แรม สิบ ห้า ค่ำ แล เดือน เจ็ด ขึ้น สิบ ห้า ค่ำ. แต่ ข้าพเจ้า ไม่ ทราบ ได้ ลง หนังสือ พิมพ์ ผิด ไป. ต่อ ภาย หลัง มี ผู้ มา ชี้ แจง ให้ ข้าพเจ้า ฟัง จึ่ง ได้ ทราบ การ ละเอียด, ข้าพเจ้า ไว้ ใจ แน่ ว่า คราว นี้ เปน ความ จริง ที่ เดียว, ข้าพเจ้า ขอบ พระเดช พระคุณ พระ บาท สมเดจ์ พระจอมเกล้า เจ้า อยู่ หัว เปน อัน มาก. ด้วย เหน ว่า ทรง พระกรุณา ตัด สิน นั้น เปน ยุติธรรม ชอบ นัก.


ของ ที่ จะขาย มี ประลาด ต่าง ๆ

๏ มี ห้าง ขาย ของ ตั้ง ขึ้น ใหม่, อยู่ ที่ ใน บ้าน สมเดจ์ องค์ ใหญ่. แล สิน ค้า สำหรับ ขาย ที่ ใน ห้าง นั้น, มี อยู่ หลาย อย่าง ล้วน แต่ สิ่ง ของ ที่ ประลาด มา แต่ นอก. มี ขวด ใส่ น้ำ ต่าง ๆ แล ของ เล่น ที่ อย่าง แปลก ๆ พึ่ง แรก จะมี เข้า มา. ของ ที่ ห้าง นั้น ประลาด กว่า ห้าง อื่น ๆ มาก. เชิญ ท่าน ทั้ง ปวง มา ชม เล่น. ข้าพเจ้า ผู้ เจ้าของ ชื่อ เอ, ไอมัน คน หนึ่ง, กับ ดี. เซนเร คน หนึ่ง. ได้ เข้า ส่วน กัน ใน การ ห้าง, จะ ขาย ให้ ราคา เพียง อย่าง กลาง ภอ สม ควร ไม่ ให้ แพง นัก.


๏ หนังสือ ที่ จะ ขาย ๚ะ

๏ หนังสือ ติกชะนาเร ภาษา อังกฤษ แปล เปน ไทย แปล ออก ใหม่ ๆ ใน เรว ๆ นี้ เปน หนังสือ ประเสริฐ ซึ่ง ผู้ หนึ่ง ผู้ ได จะ เรียน ภาษา อังกฤษ แปล เปน ไทย ได้ เปน หนังสือ สำหรับ ฃาย มี อยู่ ที่ บ้าน ข้าพเจ้า หมอบรัดเล แล ที่ บ้าน หมอแมกคัน เชิญ ท่าน ทั้งปวง มา ดู จะ ฃาย ให้ ภอ สม ควร ๚ะ


ช่างนาฬิกา

๏ ข้าพเจ้า มี ความ ปราฐนา จะ ให้ ท่าน ทั้งปวง ทราบ ว่า, ข้า พเจ้า ตั้ง บ้าน อยู่ ที่ ถนนเจริญกรุง, เปน ช่าง ทำ นาฬิกา พก ทำ นาฬิกา ใหญ่, แล นาฬิกา โกรนำมิเตอ. ถ้า นาฬิกา อย่าง ไร เสีย ก็ แก้ ไข ได้ ทุก อย่าง. แล จะ ทำ ให้ แล้ว เรว แล ดี ด้วย แล ทำ เขม เทิน เรือ ก็ ได้ ข้าพเจ้า มี เชื่ ใน ท้าย หนังสือ นี้ ชื่อ เอม. เอช โวเอล กี่


๏ ว่า ด้วย นก อินทรี แล กา ๚ะ

๏ ครั้ง หนึ่ง นกอินทรีโฉบ ลง มา เอา ลูกแกะ ไป กิน, กา เหน นกอินทรี ทำ ได้ ก็ เอา อย่าง บ้าง. กา โฉบ ลง มา จาก ต้น ไม้, จับ อยู่ บน หลัง แกะ ตัว ใหญ่, เพื่อ จะ เอา ไป กิน. ติน กา ก็ ติด อยู่ ใน ขนแกะ ไป ไม่ ได้, ก็ ร้อง เสียง ดัง. คน เลี้ยง แกะ ได้ ยิน แล้ว, วิ่ง มา จับ ตัว กา ได้ ตัด ปีก หาง เสีย สิ้น. เอา ไป ให้ ลูก เล่น ที่ บ้าน.

๏ ใจ ความ คำเปรียบ นี้ ว่า, อย่า ทำ การ ให้ เกิน กำลัง ของ ตัว.


หมอยารักษาไข้กับสิศย

๏ มี หมอ คน อนึ่ง ไป รักษา ไข้ สอง คน ด้วย กัน, กับ ชาย คน หนึ่ง เปน ลูก ศิษย์. หมอ ว่า แก่ คน ไข้ ว่า, เจ้า เปน คน โง่ กิน หอยอริม เข้า ไป จึ่ง เจ็บ. เมื่อ กลับ มา จาก บ้าน คน ไข้ แล้ว, มา กลาง ทาง ลูก ศิษย จึ่ง ถาม หมอ ว่า, ทำไม หมอ จึ่ง ได้ รู้ ว่า เขา กิน หอยอริม. หมอ บอก ว่า เรา เหน เปลือก หอย ทิ้ง ใต้ ที่ นอน เขา เรา จึ่ง ได้ พูด. ลูก ศิษย ก็ จำ ไว้. ภาย หลัง วัน หนึ่ง หมอ ใช้ ให้ ลูก ศิษย ไป เยี่ยม คน ไข้ นั้น, ครั้น ลูก ศิษย กลับ มา จึ่ง บอก แก่ หมอ ว่า, เขา โกรธ เขา ไล่ ข้าพเจ้า เสีย จาก เรือน. หมอ ถาม ว่า ยัง ไร เขา จึ่ง ไล่ เสีย จาก เรือน เล่า. ลูก ศิษย จึ่ง บอก ว่า, ข้าพเจ้า ว่า เขา ว่า กิน เนื้อ ม้า. หมอ ว่า ทำ ไม จึ่ง ไป ว่า เฃา อย่าง นั้น. ลูก ศิษย บอก ว่า ข้าพเจ้า เห็น อาน ม้า แล บัง เหียร อยู่ ใต้ ที่ นอน เขา, ข้าพเจ้า จึ่ง ได้ ว่า ดัง นั้น. หมอ จึ่ง ตวาด ว่า เอง เปน คน โฉด เขลา เกก จริง, ที่ จะ มา มาย ว่า เขา กิน เนื้อ ม้า, เพราะ เหน แต่ อาน ม้า แล บัง เหียน ใต้ ที่ นอน.


ว่า ด้วย เฮิกกิลี่ กับ พ่อ ค้า เกวียน

๏ ครั้ง หนึ่ง ชาว บ้าน นอก ขับ เกวียน บัน ทุก ฃอง นัก จะ เข้า มา ใน เมือง, มา ถึง ที่ แห่ง หนึ่ง เปน ทาง ลุ่ม เกวียน ติด ขับ ไป ไม่ ได้, ก็ นิ่ง เฉย เสีย หา ได้ คิด อ่าน แก่ ไข ไม่, ได้ แต่ ปาก ร้อง เรียก เฮิกกิลี่ ช่วย, เฮิกกิลี่ คน นี้ เปน คน เรี่ยว แรง มาก. ฝ่าย เฮิกกิลี่ จึ่ง บอก ว่า ให้ เอา บ้า แบก เข้า. แล้ว ตี ม้า ลง เกวียน ก็ จะ หลุด ไป. เพราะ พระ ชอบ ใจ ช่วย แต่ คน ที่ คน อุสาห์ ใน การ งาน เพื่อ จะ ให้ สำเร็จ การ ที่ เขา อุสาห์ นั้น. คือ ที่ ว่า อุสาห์ ลอง ดู นั้น เปน คำ สั่ง สอน ที่ ได้ เกิด ผล ดี มาก นัก. เปน อัศจัน


คำ เปรียบ ว่า ด้วย พระอาทิตย์ แล ลม

๏ ลม แล พระ อาทิตย์ เถียง กัน ว่า, ไคร จะ แรง มาก กว่า กัน, จึ่ง สัญญา ว่า จะ ลอง แรง กัน บน คน เดิน ทาง, ดู ว่า ไคร่ จะ มี แรง มาก กว่า กัน. ลม จึ่ง พัด มา เติม แรง แล ฝน ตก นัก, ลม พัด มา สัก เท่า ใด ๆ, คน ก็ กอด เสื้อ นัก เข้า แก้ หนาว. แล อาทิตย์ ก็ สร่อง ออก มา แสง สว่าง แล ร้อน มาก ขึ้น ทุก ที, คน ก็ ร้อน เข้า ๆ จึ่ง ถอด เสื้อ ออก. คำ เปรียบ นี้ ใจ ความ ว่า วาน ให้ เขา ทำ ดี กว่า ข่ม ขี่.


๏ หนังสือหมอบรัดเล ๚ะ


๏ วัน พุทธ์ เดือนเจด แรม แปดค่ำ, ข้าพเจ้า อยู่ เมือง พชรบุ รี, มา เยี่ยม มิศตอมักคิลวาเร บุตร เขย, ด้วย ปราฐนา จะ เปลี่ยน ที่ อยู่, เปลี่ยน ลม, อยุก การ ที่ กรุง เทพ ฯ สัก น่อย หนึ่ง. หมาย ว่า จะ มี แรง สบาย ขึ้น, จะ ได้ อยู่ สัก เก้า วัน สิบ วัน, แล้ว จะ กลับ ไป ดัง เก่า. แต่ มา อยู่ เมือง เพชรบุรี ห้า วัน แล้ว, ก็ อยู่ เปล่า ไม่ ได้, เที่ยว ไป ดู การ แล ธรรม เนียม อะไร ๆ ที่ เมือง เพชรบุรี, จะ ได้ แต่ง ไว้ เปน เรื่อง ลง พิมพ์ สำหรับ คน นอก ประเทศ ได้ อ่าน. คน นอก ประ เทศ รู้ การ ที่ เมือง เพชรบุรี นั้น ยัง น้อย นัก, เขา อยาก รู้ เลอียด, จึ่ง ชอบ ใจ อ่าน เรื่อง อย่าง นั้น มาก. คน นอก ประเทศ ชาติ ยูโรป ชาติ อะ เมริกา ไม่ เหมือน ไทย, เขา อยาก รู้ การ ใหญ่ แล การ น้อย ให้ เลอียด หมด ทุก อย่าง. เขา มัก ถาม ว่า, พื้น ดิน ที่ ทำ นา นั้น อย่าง ไร, เครื่อง ทำ นา อย่าง ไร, มี เชื้อ มาก ฤา น้อย, ไถ นา อย่าง ไร, คราด นา อย่าง ไร, สัตว ที่ ลาก ไถ นั้น อย่าง ไร, ไถ นา เดือนไร, ต้องการ น้ำ มาก ฤา น้อย, ปลูก เข้า อย่าง ไร, กี่ เดือน จึ่ง สุก. เกี่ยว อย่าง ไร, นวด อย่าง ไร, อย่าง นี้ อังกฤษ รู้ แต่ น้อย. ไทย นั้น รู้ ทั่ว กัน แล้ว, ไม่ ต้อง กล่าว เปน ภาษา ไทย. เหน ควรแต่ จะ กล่าว เปน ภาษา อังกฤษ. แต่ ข้าพเจ้า อยู่ เมือง เพชรบุรี ความ นี้ ได้ แต่ง หลาย ข้อ แล้ว.

๏ บัดนี้ ข้าพเจ้า เหน ควร ที่ จะ กล่าว เปน ภาษา ไทย, ติ เตียน การ ทำ นา ที่ เมือง เพชรบุรี บ้าง. เมื่อ ข้าพเจ้า ยัง หนุ่ม ๆ อยู่ นั้น, ข้าพเจ้า เคย ทำ นา, เพราะ บิดา ข้าพเจ้า, ถึง เปน ลูก ขุน ใหญ่ มี นา ใหญ่. ข้าพเจ้า พิ เคราะ เหน ว่า, เครื่อง ทำ นา อย่าง นอก ควร จะเอา มา ใช้ ที่ เมือง เพชรบุรี บ้าง, จะ เปน คุณ เปน ประโยชน์ มาก. ไถ ที่ ไทย ใช้ นั้น เปน ของ บูราณ ที่ เดียว, ไถ เหมือน อย่าง ที่ คน ใน เมือง คะนา อัน ใช้ อยู่ นั้น, ได้ สัก สาม พัน สี่ พัน มา ปี แล้ว. ไม่ เหน แก้ไข ให้ ดี ขึ้น กว่า แต่ ก่อน เลย. เครื่อง ไถ นา แล เครื่อง ทำ การ อื่น ๆ ที่ ประเทศ ยูโรป แล อะเมริกัน นั้น, ดี ขึ้น กว่า ก่อน ทุก สิ่ง. ไถ นั้น ดี มาก, มี หลาย อย่าง. อย่าง เล็ก อย่าง กลาง อย่าง ใหญ่. อย่าง เล็ก ภอ กำลัง ม้า ๆ เดียว จะ ลาก ไป ได้. อย่าง กลาง ภอ ม้า สอง ม้า ฤา สาม ม้า จะ ลาก ไป ได้. อย่าง ใหญ่ ภอ ที่ วัว ใหญ่ สาม ขู้ ๔ ขู้ จะ ลาก ไป ได้. ถ้า ที่ นา นั้น รก มี ต้น ไม้ ราก ไม้ มาก, ต้องให้ มี ไถ นั้นใหญ่ ขึ้น อีก, เทียม ด้วย วัว ถึง แปด ชู้ เก้า ชู้, ไถเอา ราก ไม้ ขาด ขึ้น ได้. แต่ ไถใหญ่ นัก ไม่ ต้อง การ ใช้ ที่ เมือง เพชรบุรี. ดิน นี้ ไม่ สู้ เหนียว, ราก ไม้ ไม่ ใคร่ จะ มี, แล หิน ก็ ไม่ มี เลย. เหน ควร จะ ใช้ แต่ ไถ ที่ กระบือ สอง ชู้ จะ ลาก ไป ได้. ไถ อย่าง นี้ กิน ดิน ลึก สัก เจ็ด นิ้วแปด นิ้ว, กวาง สัก สิบสี่ นิ้ว บ้าง สิบ หก นิ้ว บ้าง. กลับ ดิน แล่ ย่า ข้าง บน ลง ไว้ ข้าง ล่าง. กลับ ดิน ดี ข้าง ล่าง ขึ้น ไว้ ข้าง บน เรียบ เสมอ กัน. บาง ที เขา เอา ฟาง เข้า แล มูน โค มูน ม้า โปรย ไป ให้ ทั่ว, แล้ว ไถ ให้ ฟาง แล มูน สัตว์ นั้น กลับ ลง อยู่ ข้าง ล่าง. ฟาง แล มูน สัตว นั้น เน่า เปน เชื้อ พืชน์ งาม นัก. ครั้น ทำ นา บี หลัง แล้ว ไถ กลับ ข้าง นั้น ขึ้น มา, ดิน นั้น มี เชื้อ มาก ให้ เกิด ต้น เข้า ดี. ถ้า เหน ว่า เชื้อ นั้น อ่อน ไป ต้อง ทำ อย่าง นั้น อีก ถ้า ดิน นั้น ยัง มี เชื้อ มาก อยู่ ก็ ไม่ ต้อง ทำ, เอา แต่ ไถ เล็ก ๆ ภอ ม้า ๆ หนึ่ง ฤา สอง ม้า จะ ลาก ได้, ไม่ ไถ ให้ ลึก นัก. บาง ที่ ไม่ มี ฟาง แล มูน สัต จะ ทำ เปน เชื้อ. เขา เอา ไถ เล็ก ๆ ไถ แล้ว, เอา เมลด ย่า โปรย เกาะ ไว้ ให้ ย่า นั้น ขึ้น งาม, แล้ว เอา ไถ ใหญ่ ไถ กลับ เอา ย่า นั้น เปน เชื้อ.

๏ แต่ ที่ เมือง เพชรบุรี นี้, เหน ว่า ดิน นั้น อุดม ดี มี เชื้อ มาก อยู่ แล้ว, เปน อย่าง ปลาด นัก. เจ้า ของ นา ทำ ทุก ปี ๆ ดิน นั้น ก็ ดี อยู่ เสมอ ไม่ อ่อน ไป. ข้าง ประเทษ ยูโรป แล อเม ริกา นั้น ถ้า ทำ อย่าง นี้ แล้ว, ดิน นั้น จะ อ่อน ไป, เข้า ไม่ งาม. ต้อง คอย ใส่ เชื้อ อยู่ เสมอ. แต่ แผ่น ดิน เมือง อายฆุบโต ริม แม่ น้ำ ใหญ่ นั้น ดี, ไม่ ต้อง ใส่ เชื้อ เหมือน เมือง เพชรบุรี นี้. เขา ว่า เปน เพราะ น้ำ ใน แม่ น้ำ นั้น ท่วม ทั่ว ไป, จึ่ง เปน เชื้อ เกิด ขึ้น ไม่ ต้อง ใส่. ข้าพเจ้า เหน ว่า นา ที่ กรุงเทพ ฯ แล เมือง เพชรบุรี นั้น, น้ำ แม่ น้ำ ถ้วม ได้, จึ่ง เกิด เชื้อ เพราะ น้ำ นั้น, ไม่ อ่อน เสีย ไป. อีก อย่าง หนึ่ง ดิน ที่ กรุงเทพ ฯ แล ที่ เมือง เพชรบุรี นั้น มี เชื้อ ลึก นัก, เพราะ เดิม เปน ทะเล. ครั้น น้ำ ทะเล แห้ง ไป ที ละน้อย ก็ เกิด เปน ดิน ขึ้น ราบ เสมอ. ถึง ดิน ที่ มี เชื้อ ดี อยู่ แล้ว, จะ ให้ ดี มาก ขึ้น ก็ ได้, ให้ เอา ซัง เข้า นั้น ไว้ อย่า เผา เสีย, ทิ้ง ไว้ ให้ เน่า, จะ ได้ เปน เชื้อ อยู่ ที่ นั้น. ครั้น ถึง เทศกาล ทำ นา แล้ว, ให้ ไถ ด้วย ไถ อย่าง นอก ภอ กลับ ซัง เข้า แล ย่า ได้. ถ้า ใช้ ไถ อย่าง นอก แล้ว, ไม่ ต้อง คอย ฝน ตก มาก. ฝน ตก ภอ ดิน อ่อน ๆ ก็ ไถ ได้, ไถ ไว้ คอย ถ้า ฝน ๆ ตก มาก ลง มา แล้ว, ดิน ที่ ไถ ขึ้น ไว้ นั้น อ่อน ดี นัก, ไม่ ต้อง คอย ให้ ฝน ตก มี นํ้า มาก, จึ่ง จะ ไถ ได้ เหมือน ไถ อย่าง ใด. เหน ว่า ดี จะ มี คุณ แก่ กรุงเทพ ฯ, ด้วย ชาวนา ไม่ ต้อง ตะลี ตะลาน ไถ นา กลัว ว่า จะ ทำ ไม่ ทัน.

๏ เรื่อง นี้ หยุด แต่ เท่า นี้ ก่อน จะ มี ต่อ ไป อีก,

๏ ความ มรณ


๏ ณวัน จันทร เดือน ๗ แรม ๑๓ คํ่า, พระยา มนตรี สุรีย วงษ์, ผู้ เปน ที่ สมุห์พระกระลาโหมฝ่าย เหนือ ถึง อสัญญกรรม์. ท่าน ได้ เปน เปรศิเดน หัวเมือง ฝ่าย เหนือ ทั้งปวง, แล ได้ เปน ราชทูต ไป เจริญ ทาง พระราช ไมตรี ณกรุง ลอนดอน. ท่าน เปน ที่ ใน หลวง ได้ ตั้ง ไว้ ให้ ไป แทน พระองค์, เมื่อ ราชาภิ เศก องค์พระ นโรดม ณเมือง อุดง. อนึ่ง ท่าน เปน บุตร สมเด็จ องค์ใหญ่, แล เปน น้อง ร่วม มารดา กัน กับ ท่าน เจ้า พระยา ศรีสุริยวงษ์ ที่ สมุห์ พระ กระลาโหม. เกิด เมื่อ วัน ศุกร เดือน สี่ แรม ๕ ค่ำ, ปี มะโรง โทศก จุลศักราช ๑๑๗๒ ตรง กัน กับ คฤสตศักราช ๑๘๒๑ อายุ ท่าน ๔๕ กับ ๓ เดือน ๒๐ วัน. เรา ทั้งหลาย มี ความ เสีย ดาย ท่าน มาก. ท่าน เปน คน มี ปัญญา มาก, มี อัทยาไศรย ดี.


บางกอก ดอกกำปนี คือ เจ้า ของ อู่ ใหม่

๏ อู่ แห้ง นี้ พึ่ง ทำ แล้ว, พร้อม ใจ จะ รับ เรือ ใหญ่ น้อย ทุก อย่าง. เชิญ ให้ ท่าน เจ้า ของ เรือ, แล นาย เรือ ทั้งหลาย, จง พิ จารณ ดู อู่ ใหม่ นี้. คง จะ เหน ว่า เปน อู่ ดี กว่า อู่ ทั้งปวง ใน บุระ ประเทศ นี้. จะ ได้ แก้ เรือ ซ่อม แปลง เสีย ใหม่ โดย สดวก ดี. ที่ อู่ นั้น ยาว ได้ ๓๐๐ ฟุต, แล คง จะ ให้ ยาว นั้น อีก. โดย กว้าง ได้ ๑๐๐ ฟุต, ฦก ๑๕ ฟุต. ที่ อู่ มี ปะตู เรียก ว่า ไกซัน, ถา จะ ปิด มิด ได้ โดย เรว. ที่ นอก ปาก อู่ ใน ออก ไป นั้น, จด ถึง ลำ แม่นํ้า โดย ยาว ๑๒๐ ฟุต. มี เขื่อน สอง ฟาก กว้าง ขวาง แขง แรง นัก, กำปั่น เล็ก กำ ปั่น ใหญ่ จะ จอด อาไศรย อยู่ ปาก อู่ ได้ ใน ทุก เวลา ไม่ เปน อันตราย เลย. แล มี เครื่อง จักร สำรับ ยก เสา กะโดง, แล ม่อ นํ้า สำรับ กลไฟ แขง แรง นัก. อู่ นั้น พร้อม ด้วย เครื่อง สูบ ไป ด้วย กำลัง กลไฟ. มี แรง มาก เพื่อ จะ ได้ สูบ นํ้า ให้ ออก ได้ โดย เร็ว ได้, ไม่ ว่า นํ้า ขึ้น นํ้า ลง. พร้อม ด้วย เครื่อง ใช้ ใน การ ทำ เรือ ใบ แล เรือ กล. แล การ นั้น มี นาย ที่ เปน ชาติ ยูรบ, ได้ เคย ทำ การ เช่น นั้น หลาย ปี, จึ่ง ชำนาณ ใน การ เหล่า นี้ ทุก อย่าง.

๏ แล ลูก จ้าง สำรับ อู่ นั้น เปน คน เลือก มา แต่ ฮ่องกง แล วัฏฏ ทัง นั้น, เปน คน ชำนาญ ใน การ นั้น. ๏ พวก กำปะนี แห่ง อู่ นั้น, ปราถนา ที่ จะ ให้ คน ทังหลาย พิเคราะห์ ดู ว่า, อู่ นี้ ตั้ง อยู่ ที่ มี ไม้ สัก บริบูรณ แล ถูก ด้วย. ๏ อนึ่ง อู่ นี้ มี จักร เลื่อย ไม้, เพื่อ จะ ได้ การ เร็ว. หมอน ที่ รอง เรือ สูง สี่ ฟุต, แล จะ ชัก ออก เมื่อ ใด ก็ ชัก ได้ โดย สดวก, ไม่ ต้อง เสีย อะไร ใน การ เปลี่ยน หมอน นั้น.

๏ อนึ่ง พวก กำปะนี แห่ง อู่ นั้น, จะ รับ ธุระ คิด ใน การ ที่ จะ ต้อง ลง ทุน ซ่อม แปลง เรือ, แล จะ รับ เหมา เอา การ นั้น, เรือ ไม้ ก็ ดี เรือ เหล็ก ก็ ดี, แล จะ รับ ทำ เรือ ใบ เรือ กล ไฟ ฤา การ ใด ๆ ที่ ใน การ ช่าง ต่อ เรือ ซ่อม แปลง เรือ. ๏ ไม้ แล เหล็ก แล ของ อื่น ๆ ที่ จะ ต้อง ซื้อ นั้น, เรา จะ ขาย ให้ ตาม ราคา ตลาด กรุง เทพ นี้. ๏ อนึ่ง เรือ ทัง หลาย ที่ จะ เข้า อู่ นั้น, จะ มา จอด ที่ ทุ่น แห่ง กำปะนี ฤา ที่ เขื่อน นอก อู่ นั้น, ไม่ ต้อง เสีย เงิน กว่า ผู้ ที่ เปน นาย การ จะ สั่ง ให้ เลื่อน ออก จาก ที่ นั้น เมื่อ ใด.

๏ อนึ่ง กปิตัน แห่ง เรือ ทัง หลาย, เมื่อ จะ ออก จาก อู่ นั้น, ต้อง เขียน ชื่อ ตัว ลง ที่ บาญชี แห่ง นาย อู่ นั้น เสีย ก่อน จึ่ง ออก ได้. ๏ อนึ่ง แต่ บันดา หนังสือ, ที่ จะ ฝาก มา ถึง อู่ นั้น, ต้อง ฝาก ไป ถึง มิศเตอ ดับลิยู. เซ. โรเบิดซัน กว่า จะ ได้ เปลี่ยน อย่าง นั้น, บัด นี้ มิศเตอ ดับลิยู. เซ. โรเบิดซัน เปน นาย กอง นั้น เปน เจ้า กระทรวง ใน การ ที่ จะ ใช้ เงิน เกบ เงิน แต่ ผู้ เดียว.

๏ การ ที่ จะ ขาย เลหลัง ๚ะ


๏ ผู้ ที่ มี ชื่อ ใน ท้าย หนังสือ นี้ จะ ขาย เล หลัง ตาม ที่ เจ้า ของ สั่ง ไว้ ณวัน จันทร์ เดือน แปด ขึ้น หก ค่ำ เวลา ๔ โมง เช้า ที่ เดียว ฃอง ที่ จะ ขาย นั้น คือ ทอง หุ้ม กำปั่น ที่ ได้ รื้อ ออก จาก เรือ สกุเนอ แฟ้โร แห่ง เมือง ลอนดอน อย่าง หนึ่ง แล เหลก ตะปู สำรับ ทอง หุ้ม กำปั่น นั้น อย่าง หนึ่ง แล สาย สมอ ทำ ที่ ประเทศ ยูโรบ ๒ สาย อย่าง หนึ่ง จะ ขาย ที่ บน เรือ แฟ้เร ที่ เข้า อู่ บางกอก ดอก กำ ปะนี จะ ขาย เปน เงิน สด

๏ ผู้ ที่ จะ ขาย เลหลัง นั้น ชื่อ เวอชิน แอน กำปะนี

ราคา สินค้า กรุงเทพ

๏ เข้ากล้อง อย่าง ดี เกวียนละ ๕๑ บาท ๒ สลึง

๏ เข้ากล้อง อย่าง กลาง เกวียนละ ๕๖ บาท

๏ เข้าขาว อย่าง ดี เกวียนละ ๖๐ บาท

๏ น้ำตาลทราย ขาวอย่าง ดี หนึ่ง หาบละ ๑๒ บาท สลึง ที่ ๒ หาบละ ๑๑ บาท ที่ ๓ หาบละ ๑๐ บาท สลึง

๏ น้ำตาลแดง ที่ ๑ หาบละ ๘ บาท สลึง ที่ ๒ หาบละ ๗ บาท ๒ สลึง

๏ พริกไทยดำ หาบละ ๙ บาท ๒ สลึง เฟื้อง

๏ หนังควาย หาบละ ๑๑ บาท

๏ หนังวัว หาบละ ๑๕ บาท ๒ สลึง

๏ เข้ากาก หาบละ ๑๑ บาท

๏ กำยาน ที่ ๑ หาบละ ๒๔๐ บาท ที่ ๒ หาบละ ๑๓๕ บาท ๏ กะถั่วเกรียบที่ ๑ หาบละ ๔๐ บาท ที่ ๒ หาบ ละ ๓๗ บาท

๏ ป่านกลีบ ที่ ๑ หาบละ ๒๓ บาท ที่ ๒ หาบ ละ ๒๑ บาท

๏ รง หาบ ละ ๖๐ บาท

๏ ไหมไคราษ หาบละ ๓๐๐ บาท ไหม ยวร หาบ ละ ๘๐๐ บาท ไหม เขมร หาบละ ๗๐๐ บาท

๏ ครั่ง ที่ ๑ หาบละ ๓๔ บาท ๒ สลึง ที่ ๒ หาบละ ๑๓ บาท ๓ สลึง

๏ เรว หาบละ ๓๔ บาท

๏ กระวาน หาบละ ๒๑๕ บาท

๏ ฝาง ๓ ต้น ๔ ต้น เปน หาบ ๆ ละ ๓ บาท ที่ ๕ ต้น ๘ ต้น เปน หาบ ๆ ละ ๒ บาท ๓ สลึง ที่ ๗ ต้น ๘ ต้น ๙ ต้น เปน หาบ ๆ ละ ๒ บาท ๒ สลึง

๏ เม็ดรักกระเบา หาบละ ๒ บาท

๏ ไม้ สัก ยกละ ๑๐ บาท


กำปั่น เข้า กรุง เทพ ฯ
เข้า มา เมื่อไรกำปั่น ชื่อไรกับปิตัน ชื่อไรกี่ ตอนเรือ อะไรมา แต่ ไหน
เดือน ๗ แรม ๓ ค่ำกวีน ออฟอิงแลนครก๕๔๖ชิบสยามฮองกง
เดือน ๗ แรม ๖ ค่ำซีเมงยี่มี่เคกรบ ฝรังเศศไซ่ง่อน
เดือน ๗ แรม ๘ ค่ำเมกกิรีจีน๑๖๘บริก สยามชายทะเล
เดือน ๗ แรม ๑๓ ค่ำนอฟยอง๒๓๑บากสยามสิ่งคโปร์

กำปั่น ออก จาก กรุงเทพ ฯ
ออก เมื่อไรกำปั่น ชื่อไรกัปปิตัน ชื่อไรกี่ ตอนเรือ อะไรจะ ไป ไหน
เดือน ๗ แรม ๔ ค่ำเปนคินสตอลี่๑๙๗สกูเนอ สยามชายทเล
เดือน ๗ แรม ๔ ค่ำอะเมซอนเปลเซศ๒๒๓บริก บรีเมนฮองกง
เดือน ๗ แรม ๕ ค่ำเจ้าพระยาอรตัน๓๕๓กลไฟสยามสิงคโปร์
เดือน ๗ แรม ๕ ค่ำดูเวศปัศต์๕๔๑ชิป ปรูเซียฮองกง
เดือน ๗ แรม ๖ ค่ำฟะเรซีมัน๑๘๔บาก นอเวฮองกง
เดือน ๗ แรม ๘ ค่ำไตลองเดมสะไก๔๔๐บาก สยามฮองกง
เดือน ๗ แรม ๙ ค่ำกินซิ่งฮองสะกัต๓๕๐บาก สยามฮองกง
เดือน ๗ แรม ๑๒ ค่ำเฮลีโอเออสลูอิกริม๖๓๑บาก ทาฮองกง
เดือน ๗ แรม ๑๒ ค่ำซีแมนไปลรอส๓๑๔บาก สยามฮองกง
เดือน ๗ แรม ๑๒ ค่ำไดมันซิติลูเบก๓๔๒บาก สยามเทียนสิน

๏ งาช้าง อย่างที่ ๕ ต้น ๕ ต้น เปน หาบ ๆ ละ ๓๕๐ บาท อย่าง ที่ ๘ ต้น ๗ ต้น เปน หาบ ๆ ละ ๓๔๐ บาท อย่าง ที่ ๘ ต้น ๙ ต้น เปน หาบ ๆ ละ ๓๓๐ บาท ๏ ไม้ซางชั้นที่ ๑ ร้อย หาบ เปน ๒๐๕ บาท อย่าง ที่ ๒ หาบละ ๑๗๕ บาท ๏ ไม้มะเกลือ ที่ ๑ ร้อย หาบ เปน เงิน ๒๔๐ บาท ที่ ๒ ร้อย หาบ เปน เงิน ๑๕๐ บาท ๏ กระดอน ๑๐๐ เปน เงิน ๙ บาท ๒ สลึง ๏ ทองใบ หัก บาท ๑ เปน ราคา เงิน ๑๖ บาทสลึง ๏ การ แลก เงิน เมือง สิงคโปร เลีย ร้อย ละเหรียญ ที่ เมือง ฮ่องกง เลีย ๑๐๐ ละ ๒ เหรียญ


๏ ข้าพเจ้าผู้ เปน เอดิเตอร์ ของ หนังสือ จดหมายเหตุ, เพิ่ง กลับ มา แต่ เมือง เพชรบุรี. ถึง บ้าน เมื่อ เดือน แปด ขึ้น ค่ำ หนึ่ง, เพลา ดึก จดหมายเหตุใน นี้ จึงได้ ออกช้าไป สอง วัน.

คำ เปรียบ ว่า ด้วย นก อินทรี กับ หมา จิ้ง จอก


๏ นก อินทรี ตัว หนึ่ง มี รัง อยู่ แล ลูก อ่อน, เมื่อ ยัง บิน เที่ยว หา อาหาร อยู่, ก็ พบ ลูก หมา จิ้ง จอก นอน ผึ่ง แดด อยู่. นก อินทรี โฉบ ลง มา คาบ เอา ลูก หมา จิ้ง จอก นั้น ได้, ก็ เอา ไป ยัง รัง ของ ตัว ที่ มี อยู่ บน ยอด ไม้. แล้ว ก็ นึก ว่า คง จะ พ้น อำนาจ หมา จิ้ง จอก แล้ว. หมา จิ้ง จอก ครั้น กลับ มา เห็น ลูก หาย ไป ก็ รู้ ว่า นก อินทรี เอา ไป, แล้ว หมา ร้อง ขอ ให้ นก อินทรี ปล่อย ลง มา. จึง วอน ขอ เพราะ ความ รัก ลูก มาก. แต่ นก อินทรี ก็ หา ฟัง ความ ขอ นั้น ไม่. หมา จิ้ง จอก จึง ไป คาบ เอา ดุ้น ฟื้น ที่ ติด ไฟ มา เผา ต้น ไม้ เข้า. นก อินทรี กลัว ลูก จะ ถูก ไฟ ตาย, จึง ร้อง ขอ ให้ หมา จิ้ง จอก เลิก กัน เสีย เถิด. แล้ว เอา ลูก หมา จิ้ง จอก คืน ให้ แก่ แม่. คำ เปรียบ นี้ ใจ ความ ว่า อย่า ดู หมิ่น ดู ถูก อำนาจ คน ที่ ท่าน นึก ว่า มี อำนาจ น้อย แก่ ตัว.


ปฏิทิน บอก โมง แล ทุ่ม ใน ข้าง ขึ้น เดือน ๘ นี้.
ค่ำ อังกฤษค่ำ ไทยค่ำ จีนอาทิตย์ ขึ้น กี่ โมงอาทิตย์ ตก กี่ โมงอาทิตย์ เที่ยง กี่ โมงจันทร์ ขึ้น กี่ ทุ่ม
เดือน ยูนเดือน ๘จีน เดือน ๔
วัน พุทธ๑๓ ค่ำขึ้นค่ำ ๑๓๐ ค่ำ๑๑ ทุ่ม ๓๘ นาทีย่ำ ค่ำ แล้ว ๒๒ นาทีย่ำ เที่ยงย่ำ ค่ำ แล้ว ๕๓ นาที
วัน พฤหัศ๑๔ ค่ำ๒ ค่ำ๑ ค่ำ๑๑ ทุ่ม ๓๘ นาทีย่ำ ค่ำ แล้ว ๒๒ นาทีย่ำ เที่ยง๑ ทุ่ม ๕๒ นาที
วัน ศุกร๑๕ ค่ำ๓ ค่ำ๒ ค่ำ๑๑ ทุ่ม ๓๘ นาทีย่ำ ค่ำ แล้ว ๒๒ นาทีย่ำ เที่ยง๒ ทุ่ม ๕๘ นาที
วัน เสาร์๑๖ ค่ำ๔ ค่ำ๓ ค่ำ๑๑ ทุ่ม ๓๗ นาทีย่ำ ค่ำ แล้ว ๒๓ นาทีย่ำ เที่ยง๓ ทุ่ม ๕๘ นาที
วัน อาทิตย์๑๗ ค่ำ๕ ค่ำ๔ ค่ำ๑๑ ทุ่ม ๓๗ นาทีย่ำ ค่ำ แล้ว ๒๓ นาทีย่ำ เที่ยง๔ ทุ่ม ๒๕ นาที
วัน จันทร๑๘ ค่ำ๖ ค่ำ๕ ค่ำ๑๑ ทุ่ม ๓๗ นาทีย่ำ ค่ำ แล้ว ๒๓ นาที๕ โมง ๓๘ นาที๕ ทุ่ม ๙ นาที
วัน อังคาร๑๙ ค่ำ๗ ค่ำ๖ ค่ำ๑๑ ทุ่ม ๓๗ นาทีย่ำ ค่ำ แล้ว ๒๓ นาที๕ โมง ๓๘ นาที๕ ทุ่ม ๕๐ นาที
วัน พุทธ๒๐ ค่ำ๘ ค่ำ๗ ค่ำ๑๑ ทุ่ม ๓๗ นาทีย่ำ ค่ำ แล้ว ๒๓ นาที๕ โมง ๓๘ นาที
วัน พฤหัศ๒๑ ค่ำ๙ ค่ำ๘ ค่ำ๑๑ ทุ่ม ๓๗ นาทีย่ำ ค่ำ แล้ว ๒๓ นาที๕ โมง ๓๘ นาที๗ ทุ่ม ๓๓ นาที
วัน ศุกร๒๒ ค่ำ๑๐ ค่ำ๙ ค่ำ๑๑ ทุ่ม ๓๗ นาทีย่ำ ค่ำ แล้ว ๒๓ นาที๕ โมง ๔๘ นาที๘ ทุ่ม ๑๐ นาที
วัน เสาร์๒๓ ค่ำ๑๑ ค่ำ๑๐ ค่ำ๑๑ ทุ่ม ๓๗ นาทีย่ำ ค่ำ แล้ว ๒๓ นาที๕ โมง ๔๘ นาที๘ ทุ่ม ๕๗ นาที
วัน อาทิตย๒๔ ค่ำ๑๒ ค่ำ๑๑ ค่ำ๑๑ ทุ่ม ๓๗ นาทีย่ำ ค่ำ แล้ว ๒๓ นาที๕ โมง ๔๘ นาที๙ ทุ่ม ๓๔ นาที
วัน จันทร๒๕ ค่ำ๑๓ ค่ำ๑๒ ค่ำ๑๑ ทุ่ม ๓๗ นาทีย่ำ ค่ำ แล้ว ๒๓ นาที๕ โมง ๔๘ นาที๑๐ ทุ่ม ๓๓ นาที
วัน อังคาร๒๖ ค่ำ๑๔ ค่ำ๑๓ ค่ำ๑๑ ทุ่ม ๓๗ นาทีย่ำ ค่ำ แล้ว ๒๓ นาที๕ โมง ๔๗ นาที๑๑ ทุ่ม ๒๒ นาที
วัน พุทธ๒๗ ค่ำ๑๕ ค่ำ๑๔ ค่ำ๑๑ ทุ่ม ๓๗ นาทีย่ำ ค่ำ แล้ว ๒๓ นาที๕ โมง ๔๗ นาที