
| เล่ม ๕ แผ่น ๑๙ วัน พุฒ เดือน อ้าย แรม ๒ ค่ำ ปี ระกา สัปตศก ๑๒๔๗ |
ตอบ คำ ชาว สยาม ที่ ถือ พระ พุทธ สาศนา
๏ คือ พระบาฬี สอน ว่า ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ทั้งหก เมือง ก็ ไม่ เหน ท่าน ผู้ ใด ถือ ได้ จน สัก คน หนึ่ง คน เดียว ก็ ไม่ มี ซึ่ง พระ บาฬี สอน ว่า ถือ ศีล ได้ ครู่ หนึ่ง ยาม หนึ่ง ก็ ได้ บุญ คน ที่ ตรึก ตรอง ด้วย ซื่อ สุจริท เกลียด ได้ ยิน ได้ ฟัง ชวน กัน หัวเราะ วิไสย ถือ ศีล ต้อง ถือ ไป จน วัน ตาย ชีวิตร หาไม่ จึง จะ ว่า ถือ ศีล ๆ ซึ่ง กล่าว มา แล้ว ทั้ง นี้ ก็ สอน ผิด ๆ ถูก ๆ ของ ที่ ควร ห้าม ก็ ไม่ ห้าม ของ ที่ ควร สอน ก็ ไม่ สอน คือ จีน ออก ไป ต่าง ประเทศ ทำ มา หา กิน ทำ มา หา ได้ ยัง ได้ อุส่าห์ ฝาก เงิน ทอง ไป ให้ พ่อ แม่ ศีล พระ บาฬี ก็ ไม่ สั่ง สอน ให้ ปรนนิบัติ พ่อ แม่ ไป สอน ให้ ถือ ศีล อะไร เปน สอง ร้อย สาม ร้อย ใคร จะ ถือ ได้ ถึง พระโคดม เอง ก็ ไม่ ได้ สาอะไร ปุถุชน มัน จะ ถือ ได้ ถ้า แม้น พระ อิสู พระ ปูน ว่า ไม่ ถูก จะ ถือ ได้ แล้ว ซึ่ง ท่าน ยก เอา ข้อ บัญญัติ ออก มา อธิบาย เปรียบ เทียบ สั่ง สอน ท่าน คัด เอา คำ ใน คฤศสาสนา ออก มา ชี้ แจง สั่ง สอน คน ทั้งหลาย มี อยู่ ใน คำภีร์ คฤศสาสนา แต่ ใน พระ บาฬี นั้น ไม่ มี ถ้า มี ใน พระ บาฬี เหตุ ไฉน คน อวด ว่า ถือ นั้น ไม่ ประพฤติ การ เปน ยุติธรรม เล่า ท่าน อธิบาย ความ ก็ ย่อม รู้ อยู่ แก่ ใจ ทุก วัน นี้ คน ที่ ถือ ปาณาติ บาต ว่า ฆ่า สัตว ตัด ชีวิตร นั้น บาป ที่ ฆ่า สัตว แล กิน เนื้อ สัตว ที่ เขา ฆ่า นั้น ก็ มี มาก ถ้า ไม่ ฆ่า สัตว แล้ว จะ เอา อาไร กิน เข้า ไป การ ที่ ชี้ ฉ้อ ส่อ เสียด กด ขี่ ข่มเหง ดู ถู ก เขา เขี่ย เขา โกหก ตอแหล พูดจา ไม่ จริง เสพย สุรา ยา เมา คน ที่ ถือ ตาม พระ บาที ชอบ ประพฤติ การ เช่น นี้ เปน อัน มาก ควร ท่าน ต้อง มี คำ สั่ง สอน ตัว ท่าน เอง ท่าน ไม่ ต้อง สอน คน ที่ ถือ สาศนา อัน เลอียด กว่า สาสนา นี้ เทอญ กับ ข้อ ซึ่ง ว่า บุญ บาป ไม่ มี เนื้อ ไม่ มี ตัว ท่าน ว่า ตาม คำ สาสนา แท้ จริง ใน พระ บาที ท่าน ไม่ ว่า อย่าง นี้ ท่าน ว่า บุญ บาป มี ตัว ภิกษุ ท่าน เทศ ว่า บุญ มาก บุญ ชัก ไป สวรรค์ บาป มาก บาป ชัก ไป นรก อย่าง นี้ จะ ว่า บุญ บาป ไม่ มี ตัว อย่าง ไร ใน การ คะดี โลกย์ ผู้ ใด ล่วง กดหมาย แผ่นดิน เปน กะบถ พระเจ้า แผ่นดิน ก็ ลง โทษ มิ ใช่ ว่า ผู้ ล่วง กฎหมาย จะ วิ่ง ไป เขียน ตี จำ โซ่ จำ ตรวน ทำ สานุโทษ ตัว เอง ก็ เปล่า ต้อง มี พระเจ้า แผ่นดิน ลง โทษ ผู้ ใด ทำ ตาม กฎหมาย แผ่นดิน สบ พระไทย พระเจ้า แผ่นดิน ๆ ก็ ยก ความ ชอบ ผู้ นั้น ขึ้น เปน ขุนนาง มิ ใช่ คน ผู้ นั้น จะ ยก ตัว ขึ้น เปน ขุนนาง ได้ เอง เมื่อ ไร ต้อง มี พระเจ้า แผ่น ดิน ยก จึ่ง จะ เปน ขุนนาง ได้ ฉัน ใด ก็ ดี ใน เมือง มนุษย์ ต้อง มี เจ้า แผ่นดิน ใน การ คะดีธรรม การ คง ไม่ หนี กัน ได้ เมือง สวรรค์ ต้อง มี พระเจ้า ซึ่ง มนุษย์ ถือ ตาม คำภีร์ โอวาท สั่ง สอน ชอบ พระไทย แห่ง พระเจ้า ครั้น ผู้ นั้น ตาย ไป พระเจ้า ก็ ยก วิญาณ ของ ผู้ ชอบ นั้น ไป ยัง สวรรค์ ผู้ ใด ทำ ความผิด ล่วง บัญญัติ พระเจ้า ๆ ก็ ลงโทษ แก่ วิญาณ ผู้ นั้น ไป ยัง นรก ซึ่ง พระ บาที ว่า ไป สวรรค์ เอง ไป นรก เอง คำ อัน นี้ ไม่ มี หลัก ที่ จะ เปน อัน เชื่อ ได้ เปน อัน ขาด ท่าน ก็ ย่อม รู้ อยู่ ว่า บุญ บาป ไม่ มี ตัว เหตุ ไฉน จะ เอา วิญาณ คน ไป ยัง นรก ไป สวรรค ได้ กับ ข้อ ซึ่ง ว่า พระเจ้า สร้าง มนุษย์ เหตุ ไฉน จึ่ง ไม่ สร้าง ให้ มัน ดี เดิม พระเจ้า สร้าง มนุศย์ อาดาม กับ ฮาวา สอง คน ผัว เมีย ก็ สร้าง ให้ มั่น ดี แล้ว มัน มา ล่วง บัญญัติ พระเจ้า ๆ จึง ได้ เนระเทส ให้ สอง คน ผัว เมีย ออก เสีย จาก สวน แห่ง ที่ อยู่ ของ เขา สอง คน ผัว เมีย นั้น จึง ได้ เปน คน บาป ล่วง บัญญัติ พระเจ้า แล้ว เขา จึง ได้ ไป สืบ ลูก สืบ หลาน ตาม พีชน์ พันธุ คน บาป การ เปน เช่น นี้ ถ้า แม้น ท่าน ไม่ รู้ ไม่ เข้า ใจ เรา จะ ชัก ทำเนียบ เปรียบ ความ ให้ ท่าน เหน คือ พระ มหา กระษัตร ท่าน ตั้ง พระไทย จะ ให้ คน ทั้ง กรุง สยาม นี้ อยู่ ใน ความ ดี มนุศย์ ท้าหลาย ก็ ประพฤติ แต่ ล้วน ความ ไม่ ดี พระ มหา กระ ษัตร จึง ได้ ตั้ง กฎหมาย ผู้ ใด ทำ ตาม กฎหมาย จึง ได้ ยก ความ ของ ผู้ นั้น ขึ้น เปน ขุนนาง ผู้ ใด ทำ ผิด ล่วง กฎหมาย จึง ได้ ลง โทษ ผู้ นั้น ไป ยัง คุก การ ที่ ว่า ยก นั้น มิ ใช่ ยก ด้วย พระหัตถ ของ ท่าน การ ที่ ลง โทษ นั้น มิ ใช่ พระ องค์ ท่าน จะ ได้ ไป ลง โทษ เอง เปน ทำเนียม คำ พูด คำ สั่ง สอน ซึ่ง ว่า พระเจ้า รับ ไป สวรรค์ ก็ ดี ลง โทษ ไป ยัง นรก ก็ ดี ก็ เปรียบ ดุจ อย่าง เดียว กัน ถ้า นักปราช ผู้ ฉลาด รู้ ใน คฤศศาสนา จิง จะ ตรอง เหน ความ ข้อ ซึ่ง ถาม ว่า นรก อยู่ ที่ ไหน สวรรค์ อยู่ ที่ ไหน ใน พระ คำภีร์ ท่าน กล่าว ไว้ ว่า เพราะ ใช่ นิไสย มนุศย์ จะ รู้ มนุศย์ ทั้ง โลกย ก็ ไม่ ใคร่ รู้ ถ้า ถึง วาระ ของ เขา แล้ว คน นั้น ก็ ต้อง รู้ อยู่ เอง เหมือน กับ คำ ใน พระ คำภีร์ กล่าว ข้อ ซึ่ง ว่า เมื่อ ครั้ง น้ำ ท่วม พระเจ้า บันดาน ให้ น้ำ ท่วม ความ ข้อ นี้ เปน ความ จริง แต่ ผู้ ซึ่ง ไม่ มี ความ เชื่อ นั้น เพราะ เวลา นั้น ท่าน ยัง ไม่ ได้ เกิด ถ้า ท่าน ได้ เกิด ใน เวลา นั้น ท่าน ก็ ต้อง มี ความ เชื่อ ข้อ ซึ่ง ได้ เหน บันได ที่ จะ ขึ้น สวรรค นั้น ก็ เปน ความ จริง คือ มี ตัว พะยาน กับ ข้อ ที่ ว่า สารพัด อะไร เกิด เอง เรา ว่า มี ผู้ สร้าง ท่าน ไม่ เชื่อ เรา จะ ชี้ ให้ ท่าน เหน ว่า เมื่อ ครั้ง กรุง เก่า เสีย แก่ พม่า ท่าน ผู้ ชะนะ พม่า แล้ว แล้ว จึง ได้ มา สร้าง เมือง ขึ้น ที่ นี่ ฤา ว่า เมือง ที่ นี้ เกิด ขึ้น เอง ท่าน ตรอง ความ ดู แต่ เท่า นี้ เถิด ก็ คง จะ รู้ ว่า มัน เกิด เอง ฤา มี ผู้ สร้าง ถึง ตัว ของ ท่าน เล่า ก็ ต้อง มี ผู้ สร้าง ถ้า ไม่ มี ผู้ สร้าง ท่าน ที่ ไหน จะ ได้ เกิด มา ถ้า แม้น ว่า ท่าน ยัง ไม่ เข้า ใจ เรา จะ สอน ให้ ท่าน เข้า ใจ คือ พระเจ้า เปน ต้น เหตุ คือ มี เหตุ แล้ว จึง ได้ มี ผล ถ้า ไม่ มี เหตุ แล้ว จะ เกิด ผล มา แต่ ไหน คือ พระเจ้า สร้าง มนุศย์ ให้ มี หญิง แล ชาย ประสงค์ จะ ให้ เปน คู่ ผัว เมีย กัน จะ ได้ สืบ ชาติ ถ้า แม้น ให้ หญิง อยู่ ตาม หญิง ชาย อยู่ ตาม ชาย มัน จะ เกิด ลูก เอง ที่ ไหน ได้ คือ พระเจ้า สร้าง ให้ มัน เปน ผัว เมีย กัน อยู่ กิน ด้วย กัน มัน จึง ได้ เกิด ลูก คือ ผัว เมีย นั้น เปน ผู้ สืบ วงษ ต่อ ไป ตาม พระ บรม บัญญัติ บังคับ ประกอบ การ อย่าง นั้น ถ้า แม้น ท่าน ตรอง เหน ใจ ความ นี้ แล้ว เขา คง ต้อง เรียก ท่าน เปน นัก ปราช ถ้า ท่าน ขืน จะ เชื่อ ว่า สาระพัด ฮาไร มัน เกิด เอง ก็ จัด เอา ว่า เปน คน เดิน ทาง ผิด ท่าน ไม่ คิด ดู บ้าง เลย คน อัน มี ปัญญา วิชา ความ รู้ สาระพัด ที่ จะ ทำ ของ ได้ ต่าง ๆ นา ๆ หา กิน เลี้ยง ชีวิตร โดย ชอบ ธรรม มั่ง มี ทรัพย สิน เงิน ทอง ที่ เปน เสรฐี ก็ มี มาก คน ที่ ถือ ว่า ของ เกิด เปน เอง เปน พื้น ใน แผ่นดิน บ้าน เมือง ไม่ เหน มี วิชา ความ รู้ สิ่ง ไร เลย มี แต่ จัก ไม้ สาน กระจาด ทำ ใบจาก มุง หลังคา ทำ หม้อ หุง เข้า กิน ปัญญา อย่าง นี้ จะ เอา ทรัพย มา แต่ ไหน ที่ ท่าน ผู้ มี ทรัพย อาไศรย แก่ ทำ ราชการ ถ้า พระ เจ้า แผ่นดิน ไม่ ชุบ เลี้ยง ก็ ยาก จน ถ้า ชุบ เลี้ยง ให้ เปน พนักงาน ว่า ที่ ภาษี อากร ฤา เปน ตระลาการ เปน ข้า หลวง ออก ไป หัว เมือง ชำระ ความ กลับ เข้า มา ก็ คง มั่ง มี คน ชะนิด นี้ ก็ คิด แต่ จะ พึ่ง บุญ พระเจ้า แผ่นดิน องค เดียว ถือ ว่า พระเจ้า แผ่นดิน ชุบ เลี้ยง ก็ คง มั่ง มี บาป ก๋ำม์ สิ่ง ไร ก็ มิ ได้ ถือ เอา แต่ ได้ เงิน เปน ประมาณ แล้ว ยัง จะ อวด ว่า ตัว ถือ ถูก ทรัพย ที่ ได้ มา นั้น เปน เลือด เนื้อ ของ ราษฎร แล้ว ตัว เอา มา สร้าง วัด ทำ ทาน เอา เปน อะนา ประโยชน ของ ตัว ส่วน เจ้า เมือง กรมการ ถ้า เจ้า แผ่นดิน เสด็จ ไป บ้าน ได เมือง ได ก็ ป่าว ร้อง เกณฑ์ ราษฎร ให้ เอา ของ มา ให้ แล้ว เจ้า เมือง กรมการ ก็ นำ เอา ของ ราษฎร ขึ้น ทูล เกล้า ฯ ถวาย แต่ ความ ชอบ นั้น ได้ แก่ ท่าน เจ้า เมือง คิด ดู ก็ น่า สงสาร แก่ ราษฎร แต่ จะ ทำ กระไร ได้ ด้วย ทำเนียม บ้าน เมือง เปน อย่าง นั้น ถ้า จะ ถือ ให้ ถูก ต้อง ถือ ตาม ศาสนา อัน ทำ ให้ ตัว เปน คน ตรง คน ซื่อ ได้ ตั้ง หน้า บำรุง ราษฎร ไม่ ช้า ไม่ นาน บ้าน เมือง ก็ คง มี ความ จำเริญ หนัง สือ กิจานุเบกษา นั้น ก็ ยก ย่อง ว่า คำ สอน ของ พระ โคดม ว่า ประเสริฐ แล้ว สรรเสริญ พระ โคดม เปน พระ เจ้า เที่ยง แท้ ติเตียน คำ ใน คฤศศาสนา ท่าน ผู้ แต่ง หา ได้ เอา ปัญญา อัน เลอียด ตรึก ตรอง ดู เท็จ แล จริง ไม่ พระ โคดม เปน แต่ มนุศย หนังสือ ที่ สอน ศิษย์ นั้น แต่ง ยก ย่อง ว่า เปน พระเจ้า คือ ใคร ให้ ท่าน เปน ใคร ตั้ง ใคร แต่ง ท่าน ๆ จึง ได้ เปน พระเจ้า เปน แต่ หนังสือ มนุศย แต่ง กล่าว ว่า มนุศย เปน พระเจ้า ฟัง ดู น่า กลัว นัก เหมือน กับ คน ที่ ทำ รูป ชาย แล คน ปัญญา เขลา ไป สมมุติ ว่า พระเจ้า แล้ว ไป ตั้ง ใน ที่ บูชา ไป ไหว้ ไป พึ่ง ที่ มือ มนุศย ทำ ขึ้น เอง นั้น มี หู แต่ เปน หู หนวก มี ตา แต่ เปน ตา บอด มี ปาก แต่ เปน ใบ้ มี ลิ้น แต่ ไม่ รู้ จัก รศ มี แขน ทำ การ ไม่ ได้ วิ ชา มี ตีน แต่ เดิน เหิน ไม่ เปน สู้ มนุศย ไม่ ได้ แต่ มนุศย ยัง ช่วย ธุระ วิญา ธุระ ชวิตร ปจุบัน แล ข้าง น่า ไม่ ยัง ที่ บาง คน ไหว้ นมัสการ พึ่ง มนุษย ว่า เปน พระ เจ้า ได้ ความ โง่ ของ มนุษย นั้น น่า อัศจรร ใจ นัก นะ ท่าน ฯะ
๏ วันพฤหัศบดี เดือน สิบสอง แรม สิบสอง ค่ำ ครั้น เวลา บ่าย ๕ โมง เสศ พระ บาท ส่มเดจ พระ เจ้า อยู่ หัว เสดจ ออก พระ ที่นั่ง อนันต สมาคม ประทับ พระ ที่นั่ง โทรน ภาย ใต้ พระ มหา เสวตรฉัตร เจ้า พนักงาน ชาว ประ โคม ก็ ประโคม ขึ้น พร้อม กัน พระ บรม วงษานุวงษ แล ข้า ราชการ ฝ่าย ทหาร พลเรือน แต่ง ตาม ยศ เข้า เฝ้า ทูล ลออง ธุลี พระบาท โดย ลำดับ แล้ว ส่มเดจ พระ เจ้า บรมวงษ เธอ เจ้า ฟ้า มหา มาลา กรม พระ บำราบ ปรปักษ นำ เครื่อง ราช อิศริยยศ กับ ดิโปลมา ขึ้น ทูล เกล้า ฯ ถวาย พระบาท ส่มเดจ พระเจ้า อยู่หัว จึ่ง ทรง พระกรุณา โปรดเกล้า ฯ พระราชทาน ตรา เครื่อง ราช อิศริยยศ กับ พระ สังวาร ประฐม จุล จอม เกล้า แล ดิ โปลมา แก่ พระเจ้า น้อง ยาเธอ กรม หมื่น เทวะวงษ วโร ประ การ ซึ่ง สำเรจ ราชการ กรมท่า กับ โปรด เกล้า ฯ พระ ราชทาน ตรา เครื่อง ราช อิศริยยศ ทุติย จุล จอม เกล้า แล ดิโปลมา กับ พานทอง เครื่อง ยศ แก่ พระ บวร วงษ เธอ พระ องค์ เจ้า วีไลย วรวิลาศ ซึ่ง เปน พระ โอรส ชาย ที่ ๑ ใน กรม พระราช วัง บวร สฐาน มงคล ใน แผ่นดิน ปัตจุบัน นี้ แล้ว พระ บาท ส่มเดจ พระเจ้า อยู่ หัว มี พระ บรมราช โองการ พระ ราช ทาน พระ พร แก่ พระ บรม วงษานุวงษ แล ข้า ราชการ ซึ่ง ได้ รับ พระราชทาน ตรา เครื่อง ราช อิศริยยศ แล ซึ่ง เข้า มา เฝ้า ทูล ลออง ธุลี พระบาท นั้น ฯะ
๏ พระยา เจริญ ราช ไมตรี ซึ่ง เปน ผู้ ต้อง โทษ นั้น บัด นี้ พระบาท สมเด็จ พระเจ้า อยู่ หัว ทรง พระ กรุณา โปรด เกล้า ฯ ให้ พ้น โทษ แล้ว แล้ว พระ ราชทาน ให้ พระยา เจริญ ราช ไมตรี ได้ รับ ราช การ ตำแหน่ง ที่ ตาม เดิม ดั่ง แต่ ก่อน ฯะ
อาศซมชัน ที่ อยู่ ใต้ บังคับ สังฆราช บาต หลวง ใน
๏ ณวัน จันทร์ เดือน อ้าย ขึ้น สิบ ห้า ค่ำ ปีระกา สัปต ศก ศักราช ๑๒๔๗ เจ้า พนักงาน โรง เรียน ของ บาต หลวง ได้ มี ก๊าศ ไป เชิญ บันดา เจ้า นาย แล เสนาบดี ฝ่าย สยาม แล กงซุล นาย ห้าง นาย กำปั่น แล ฝรั่ง จีน ไทย ที่ มิ ได้ เชิญ นั้น เปน อัน มาก มา ประ ชุม พร้อม ใน สกุล แล้ว ได้ แสดง การ จำ การ พูด ภาษา ฝรั่งเศศ ภาษา อังกฤษ เปน บท ร้อง เพลง แล บท ละคร บ้าง นักเรียน ใน สกุล นั้น ทำ การ ได้ คล่อง แคล่ว ถูก ต้อง ชัด เจน ดี แล้ว มี สิ่ง ของ เปน ราง วัน ให้ แก่ นัก เรียน เหล่า นั้น ตาม ความ รู้ มาก แล น้อย ซึ่ง พวก บาท หลวง มี ความ อุสาหะ สั่ง สอน ให้ ได้ ความ ฉลาด รู้ ดี ชัด เจน แล สานุศิษย์ ก็ มี ความ เพียร ตั้ง ใจ เรียน จน ได้ ความ รู้ ดี เรียบ ร้อย เช่น นี้ ก็ เปน อัน เหน ว่า พระ สังฆ ราช บาตร หลวง แล สานุศิศ ตั้ง ใจ ภักดิ์ ที่ จะ ให้ เปน คุณ แล ทาง เจริญ แก่ บ้าน เมือง จริง ๆ ควร ที่ จะ ยก ย่อง สรรเสริญ แล ผู้ ที่ มี อำนาจ บันดา ศักดิ์ ฝ่าย สยาม ควร ที่ จะ ช่วย กัน คิด กตัญญู ภักดี ต่อ พระ บาท สมเด็จ พระ เจ้า อยู่ หัว แล ทำนุ บำรุง ให้ บ้าน เมือง ให้ รุ่ง เรื่อง ขึ้น เช่น นี้ เหน ว่า จะ ดี ต่อ วิก น่า จึ่ง จะ แจ้ง ความ พิศดาร ใน การ โรง เรียน ต่อ ไป
๏ บัด นี้ สมเด็จ พระเจ้า น้อง ยาเธอ เจ้า ฟ้า จาตุรณ รัศมี กรม หลวง จักรพรรดิพงษ ประชวน พระโรค ไข้ พระบาท สมเด็จ พระเจ้า อยู่ หัว ก็ ได้ เสด็จ ไป เยี่ยม เจ้า พนักงาน กรม หมอ ประกอบ พระโอสถ ถวาย พระ อาการ ค่อย คลาย ลง แล้ว ขอ ท่าน ทั้งหลาย อย่า ได้ พูด ให้ แปร ผัน ไป ต่าง ๆ นา ๆ เลย จะ เกิด โทษ ฯะ
๏ ในวัน พุฒ เดือน อ้าย แรม สอง ค่ำ คือ ค่ำ วัน นี้ เวลา สาม ทุ่ม มิศเตอร วัดซัน ช่าง เล่น จะ มี การ เล่น ที่ โรง เลี้ยง แขก คือ ยุไนเวอรซัล โฮเตล เขา ฦา กัน ว่า การ เล่น นี้ เปน การ ซัน ๆ น่า ดู น่า หัวเราะ กัน เล่น เปน อัน มาก ฯะ
๏ ข้าพเจ้า พวก ข้าพเจ้า ทั้งหลาย ได้ อ่าน จด หมาย เหตุ ของ ท่าน เอไดเตอร์ ใน เดือน นี้ ได้ ฟัง เหน ความ บริสุทธิ ของ ท่าน เอไดเตอร์ กลับ มี ความ รัก ใคร่ นับถือ ท่าน ด้วย ท่าน เปน คน ดี มี ใจ เที่ยง ตรง หา ผู้ เสมอ เหมือน ได้ โดย ยาก เพราะ ท่าน ประกอบ ไป ด้วย ความ ยุติธรรม์ มี ใจ เปน กลาง ไม่ รัก คน ชม ไม่ ชัง คน ติ เตียน นินทา ข้าพเจ้า เหน ความ แน่ นอน ของ ท่าน ดัง นี้ ขอ น้อม คำนับ มา ถึง ท่าน ขอ ขะมา โทษ ท่าน ด้วย แต่ ก่อน ข้าพเจ้า ได้ นึก หมิ่น ประมาท ท่าน แล ได้ กล่าว คำ ล่วง เกิน บ้าง เล็กน้อย ข้าพเจ้า ขอ อะไภย โทษ ขอ ท่าน จง ยก โทษ ให้ แก่ ข้าพเจ้า ซึ่ง ได้ สำคัญ ผิด ไป บัด นี้ ข้าพเจ้า ได้ เหน ความ บริสุทธิ์ ใน ใจ ท่าน เหน ว่า ท่าน เปน คน ดี มิ ได้ เข้า แก่ ผู้ ใด ใจ เปน กลาง จริง แต่ นี้ ต่อ ไป วัน น่า ข้าพเจ้า จะ ไม่ มี ใจ ประมาท ดู หมิ่น ท่าน ต่อ ไป แล้ว ซึ่ง ถ้อย คำ ของ พวก ข้าพเจ้า ที่ กล่าว มา แต่ ก่อน นั้น มิ ใช่ เขา จะ กล่าว ติเตียน ท่าน จริง ๆ เมื่อ ไร ชะรอย เขา จะ ลอง ดู ใจ ท่าน ว่า จะ เปน ธรรม ฤา อาธรรม์ บัด นี้ ได้ เหน แล้ว ว่า เปน ธรรม์ ข้าพเจ้า ทั้งหลาย ควร จะ ชม สรรเสริญ ท่าน แล ควร จะ รักไคร่ นับถือ ท่าน ข้าพเจ้า ทั้งหลาย จะ ขอ ให้ สิ้น พร ท่าน ตาม ใจ ข้าพเจ้า รักไคร่ นับถือ ท่าน ขอ ให้ พระเจ้า องค์ ที่ เปน พระเจ้า เที่ยง แท้ จง บันดาน ให้ ท่าน มี ความ ศุข สวัสดิ์ แล มี อายุ ยืน นาน ประกอบ ไป ด้วย ลาภ ศฤง ฆาร บริวาร แล ขอ ให้ ใน กระ กูล บุตร ฤา หลาน ของ ท่าน มี ความ เจริญ ยิ่ง ๆ ขึ้น ไป เถิด ๚ะ
ณวัน จันทร์ เดือน อ้าย ขึ้น แปด ค่ำ
เงิน แบงก์ ลันดัน สี่ เดือน ๓ ชิลึง ๕ เบนซ ๓ อัฎ
เงิน ไปรเวศ สาม เดือน ๓ ชิลึง ๕ เบนซ ๕ อัฎ ค่า ซอวริน ทอง คำ ถึง ๕ เหรียญ ๘๐ เซนต
ข่าว โทรเลข นอก
๏ กรุง ลันดัน วัน ศุกร เดือน สิบสอง แรม สิบสาม ค่ำ ราษฎร อังกฤษ ได้ ตั้ง พวก ลิบริล ๒๖๓ พวก กอนเซอร์ วะติฟ ๒๑๓ พวก โฮมรูเลอร ๕๕ นาย ๚ะ
๏ เมือง แรงคูน วัน ศุกร เดือน สิบสอง แรม สิบสาม ค่ำ พวก บริติช ได้ ส่ง เจ้า ทีบอ กระษัตร เมือง พม่า ให้ ไป เมือง กัลกัตตะ แล้ว ๚ะ
๏ กรุง ลันดัน วัน เสาร์ เดือน สิบสอง แรม สิบสี่ ค่ำ จน กระทั่ง ถึง วัน เสาร์ ได้ ตั้ง พวก ลิบริล ๓๑๑ คน พวก กอนเซอร์เวติฟ ๒๕๕ คน พวก โฮมรูล ๖๗ คน ๚ะ
๏ เมือง ไกโร วัน เสาร์ เดือน สิบสอง แรม สิบสี่ ค่ำ จับ รบ ตี กัน ที่ แม่ น้ำ ไนละ แล้ว รุก ไล่ ตี กัน หลาย ตำบล แล้ว แต่ ทุก ครั้ง นั้น พวก กระบถ ต้อง ถอย หลัง แล เสีย ผู้ คน เปน อัน มาก ด้วย ๚ะ
๏ เมือง กอนซแตนไตโนเปล วัน จันทร์ เดือน อ้าย ขึ้น ค่ำ หนึ่ง คราว ชุมนุม ปฤกษา กัน คราว สุด นั้น ผู้ สำ เร็จ ราชการ ต่าง ประเทศ พวก เตอร กี นั้น แล ราชทูต เยอรแมน ทั้งสอง ติเตียน เซอร เอดวาด ทอนตัน ราชทูต อังกฤษ ว่า เกะ กะ กีด มิ ให้ จัด การ ให้ เสร็จ กัน ไป ได้
๏ กรุง ลันดัน วัน อังคาร เดือน อ้าย ขึ้น สอง ค่ำ สาม เรไยแมนต์ อังกฤษ รับ คำ สั่ง แล้ว ให้ ขึ้น กำปั่น ไป ยัง ประเทศ อิยิบต ฯะ
๏ ได้ ตั้ง พวก กอนเซอระติฟ ถึง ๒๔๗ พวก ลิบิรัล ถึง ๓๓๗ พวก โฮมรูเลอร์ ถึง ๗๓ นาย ฯะ
๏ เมือง กอนซแตนไตโนเปล วัน อังคาร เดือน อ้าย ขึ้น สอง ค่ำ ประเทศ ใหญ่ แล เขา ว่า พวก บัลแคเรีย แล พวก เซอรเวีย ต้อง ให้ การ เลิก รบ พุ่ง เนิน ช้า ไว้ อีก
๏ เมือง นุยอก วัน พุฒ เดือน อ้าย ขึ้น สาม ค่ำ ใน คำ หมาย คือ เมซเซจะ ของ เปรไซเดนต์ ท่าน เหน ดี ที่ จะ งด ข้อ ซึ่ง เรียก ว่า แบลนด์ เอกตะ นั้น ฯะ
๏ กรุง ลันดัน วัน พฤหัสบดี เดือน อ้าย ขึ้น สี่ ค่ำ การ ตั้ง พวก ราชการ ใน ประเทศ อิงแลนด์ แล ประเทศ เวลซะ เปน อัน เสร็จ แล้ว ตั้ง ได้ พวก ลิบิรัล ๓๓๓ พวก กอนเซอร วะติฟ ๒๕๐ พวก โฮมรูเลอร์ ๘๓ นาย ฯะ
๏ มี คำ สั่ง ให้ พวก ปาเลี่ยแมนต ชุมนุม จับ ว่า ราช การ ณวัน เสาร์ เดือน อ้าย ขึ้น หก ค่ำ ฯะ
๏ กรุง ลันดัน วัน ศุกร เดือน อ้าย ขึ้น ห้า ค่ำ พวก ลิบิรัล ๓๓๓ นาย พวก กอนเซอระติฟ ๒๕๑ นาย พวก โฮมรูเลอร์ ๘๖ นาย รวม ๖๗๐ นาย ฯะ
๏ เมือง ไกโร วัน อาทิตย เดือน อ้าย ขึ้น เจ็ด ค่ำ มี การ รบ กัน เนือง ๆ ที่ ค่าย นอก ของ เรา ที่ เมือง โก ซาย ฯะ
๏ กรุง ลันดัน วัน อาทิตย เดือน อ้าย ขึ้น เจ็ด ค่ำ เกิด การ รบ กัน อีก ตาม หนังสือ ราชการ ของ พวก เซอร เวีย พวก บัลแคเรีย รุก ไล่ ตี ค่าย นอก ค่าย หนึ่ง ครั้น รบ ตี กัน เข้ม แขง หลาย ชั่ว โมง พวก เซอรเวีย มี ไชย ชะนะ หมด จด ฯะ
พวก อังกฤษ ที่ เปน พวก อาเซี่ย ถึง ๖ ๒๒๘ ชั่ง
พวก ฝรั่งเศศ ถึง ๓ ๐๐๐ ชั่ง
พวก เยอรแมน ถึง ๓ ๘๐๐ ชั่ง
๏ ทรัพย์ สมบัติ ของ พวก ฝรั่ง ใน กรุง เทพ ฯ ถึง รา คา ๑๘ ๑๒๘ ชั่ง แบ่ง ได้ ดัง นี้ ฯะ
๏ มี กำปั่น ไฟ ออก จาก กรุง เทพ ฯ ไป ถึง เมือง ฮองกอง แล เมือง สิงฆโปร์ กำปั่น ไฟ นี้ ไป ค้า ถึง กัน เนือง ๆ ราคา การ ขาย นั้น ปี หนึ่ง ๆ ส่วน พวก อัง กฤษ บริติช นั้น ถึง ๒๐ ๘๐๐ ชั่ง ส่วน พวก เยอรแมน ถึง ๒ ๕๐๐ ชั่ง การ ค้า ขาย ถึง ประเทศ ยุโรป นั้น น้อย นัก ใน ปี วอก ฉอศก จุลศักราช ๑๒๔๖ เข้า เปน สิน ค้า ขา ออก ปี นั้น มี ไป ถึง ประเทศ ยุโรป ถึง ๒๕ ๐๐๐ ชั่ง ใน สินค้า ขา ออก นั้น เก้า ส่วน ใน สิบเอ็ด ส่วน นั้น ราคา ถึง ๑๙๕ ๐๐๐ ชั่ง ออก ไป ถึง เมือง ฮ่อง กอง แล สิงฆโปร แล คง เปน คุณ แก่ เมือง ทั้ง ส่อง เมือง นั้น เปน อัน มาก ๚ะ
๏ ใน สินค้า ขา เข้า นั้น ของ ซึ่ง ทำ ใน ประเทศ อิง แลนด์ นั้น ราคา ถึง ๓๔ ๐๐๐ ชั่ง ของ ทำ ใน ประเทศ บริติช อินเดีย นั้น ราคา ถึง ๒๐๐๐๐ ชั่ง มี ของ มา แต่ เมือง ฮ่องกอง ราคา เท่า กัน กับ ของ อัน เข้า มา จาก ประเทศ บริติช อินเดีย นั้น แต่ ของ มา แต่ เมือง ฮ่อง กอง นั้น เปน ของ บริติช บ้าง เปน ของ จีน บ้าง ของ อัน เข้า มา จาก สิงฆโปร ราคา ถึง ๒๒๐๐ ชั่ง รวม รา คา สินค้า เข้า เหล่า นี้ ถึง ๗๖ ๒๐๐ ชั่ง ๚ะ
๏ สินค้า อัน มา จาก กอนไตเนนต์ ยุโรป นั้น มี ราคา ถึง ๑๖๔๐๐ ชั่ง จาก ยุไนเตดซะเตดซ์ ถึง ๕.๐๐ ชั่ง ถ้า ของ อัน มา จาก ฮ่องกอง นั้น จะ คิด แบ่ง ว่า ของ บริติช ครึ่ง หนึ่ง แล ของ จีน ครึ่ง หนึ่ง ของ อังกฤษ แล บริติช นั้น เปน ราคา ถึง ๖๔ ๐๐๐ ชั่ง แล ของ แต่ ประเทศ อื่น ทั้ง สิ้น ทั้ง ยุโรป ทั้ง ยุไนเตดซะเตดซะ ทั้ง จีน รวม ถึง แต่ เพียง ๓๓ ๔๐๐ ชั่ง ๚ะ
เปน ภาษา สยาม
๏ Axiom. แอกซิอัม สรรพนาม คือ ความ จริง ซึ่ง เหน เอง ได้ ง่าย ๆ ถึง จะ อะธิบาย มาก สัก เท่า ไร จะ ชี้ ความ ลัก เท่า ไร ก็ ไม่ ชัด กว่า นี่ ได้ เหน แต่ แรก ฟัง สำเนียง นั้น ของ ทั้ง กอง ใหญ่ กว่า มาก กว่า ส่วน เดียว ใน กอง นั้น เปน ข้อ ความ ตั้ง หมั้น แอบ ใน วิชา ตำรา ต่าง ๆ ซึ่ง คน ทั้งปวง รับ เหน จริง แล้ว ไม่ ต้อง มี พะยาน ใหม่ มา อ้าง บันระยาย ให้ เหน ว่า จริง ๚ะ
๏ } Axiomatic } แอกซิโอแมติก } เปน คุณศับท์ ๏ } Axiomatical } แอกซิโอแมติเกิ้ล } ใช้ ด้วย นามศัพท์ เปน ของ สำหรับ แอกซิอัม อยู่ ใน กระบวน ข้อ ความ ที่ เหน จริง ไป เอง ได้ โดย ง่าย ๆ
๏ Axiomatically. แอกซิโอแมติเกิ้ลลี่ เปน คุณะศัพท์ ใช้ ด้วย กิริยา ศัพท์ อาไศรย ข้อ ความ ซึ่ง เหน จริง ไป เอง ได้ ๚ะ
๏ Axiopisty. สรรพ นาม ลักษณ ต่าง ๆ ซึ่ง ทำ ข้อ ความ เปน อัน ควร จะ เชื่อ ได้ ควร จะ เชื่อ ลง เหน จริง ๚ะ
๏ บัด นี้ น้ำ ใน แม่ น้ำ เจ้า พระยา ใน จังหวัด กรุง เทพ ฯ เรา นี้ ออก กร่อย ๆ เค็ม ๆ แล้ว อย่า ใช้ เปน น้ำ กิน ท้อง จะ เสีย จะ เกิด โรค ลง ต่าง ๆ ต้อง คิด อ่าน เอา น้ำ มา แต่ ตำบล ที่ น้ำ ขึ้น ไม่ ถึง เปน น้ำ จืด สนิด มา ใช้ กิน เถิด จึ่ง จะ ได้ รักษา ความ สบาย ของ ตัว จะ ได้ กัน โรค ต่าง ๆ ที่ เกิด เพราะ ท้อง เสีย ด้วย รับ ประ ประทาน น้ำ กร่อย น้ำ เค็ม เข้า ไป นั้น ๚ะ
๏ ขอ แจ้ง ความ มา ยัง ท่าน ผู้ ที่ จะ ต้อง การ ขาย ตึก ได้ ทราบ ด้วย ข้าพเจ้า ไม่ รู้ ว่า ตึก นั้น อยู่ แห่ง หน ตำบล ใด ขอ เชิญ ท่าน ผู้ ที่ เปน เจ้า ของ นั้น ลง มา แจ้ง ความ กับ ท่าน เจ้า ของ โรง พิมพ์ ที่ บาง คอแหลม โดย เลอียด จะ ได้ ช่วย ออก หนังสือ ขาย ให้ ดัง ความ ประสงค์ ๚ะ
๏ ใน ฤดู หนาว นี้ มัก จะ เกิด เพลิง ไหม้ แล ความ ไข้ เจบ ต่าง ๆ ชุก ชุม เพราะ ชาว สยาม ที่ มี ความ ขัด สน มัก จะ ติด ไฟ ผิง บ้าง แล มี ความ ประมาท เลิน เล่อ ติด ไว้ ริม บ้าน เรือน แล ริม ตัว นอน บ้าง ก็ เปน เหตุ ที่ จะ ให้ เพลิง นั้น เปน เชื้อ ลุก ลาม ไป ไหม้ บ้าน เรือน ได้ กับ เปน เหตุ ที่ จะ ให้ ธาตุ ทั้งสี่ ใน กาย นั้น แปร ผัน เกิด ความ เจบ ไข้ ด้วย การ ผิง ไฟ ขอ ท่าน จง มี ความ ระวัง ใน การ ที่ จะ ใช้ ไฟ ๚ะ
หมา ใน แล แกะ
๏ หมา ใน แล แกะ เปน ศึก กัน นาน อยู่ มา ก็ ขอ งด ศึก ไป ภัก หนึ่ง เพื่อ จะ ได้ ทำ สัญญา ไมตรี ต่อ กัน แล ให้ ของ จำนำ กัน ทั้งสอง ฝ่าย ไป พลาง พวก หมา ใน เตือน ขอ ดัง นี้ ขอ ให้ แกะ มอบ สุนักข์ ไว้ เปน จำนำ แก่ หมา ใน แล หมา ใน จะ มอบ ลูก ไว้ ให้ กับ พวก แกะ ทั้งสอง ฝ่าย ยอม ตาม คำ ขอ นี้ แต่ ภอ จัด การ เปน อัน สำเร็จ แล้ว ลูก หมา ใน ร้อง หา แม่ แม่ หมา ใน นั้น จึง แกล้ง มา ร้อง ว่า ทำ สัญญา ไมตรี ขาด จึ่ง รุก ไล่ จับ กิน แกะ นั้น ตาม ชอบ ใจ เพราะ สุนักข์ ที่ เคย รักษา นั้น มิ ได้ อยู่ ด้วย ที่ จะ รักษา ได้ ๚ะ
๏ เรื่อง นิทาน นี้ จะ สอน ว่า เฝ้า ระวัง ให้ ดี คง กัน ความ ร้าย ๚ะ
๏ เรื่อง นี้ เตือน ว่า ควร ที่ จะ รักษา กฎหมาย แล เครื่อง กัน ซึ่ง ปัญญา คน ก่อน ๆ ได้ จัด ตั้ง ไว้ เพื่อ จะ ป้อง กัน รักษา คน ทั่ว บ้าน ทั่ว เมือง ให้ ได้ ความ ดี ด้วย กัน ๚ะ
| แต่ วัน อังคาร เดือน อ้าย ขึ้น ๙ ค่ำ จน ถึง วัน อังคาร เดือน อ้าย แรม ๑ ค่ำ ปี รกา สัปตศก ๑๒๔๗ | ||||||
| ๏ ใน บาญชี นี้ ใช้ อักษร แทน กัน ดัง นี้ ก ก ฟ แทน กำปั่น กล ไฟ ก ก ฟ ร แทน กำปั่น กล ไฟ รบ ก ๒ ส ค แทน | ||||||
| กำปั่น สอง เสา ครึ่ง ก ๓ ส แทน กำปั่น สาม เสา ก ๔ ค แทน กำปั่น เล่า ครึ่ง ก ฟ จ ข แทน กำปั่น ไฟ จักร ข้าง ๚ะ | ||||||
| เรือ เข้า | ||||||
| ชื่อ กำปั่น | ธง แล กระบวน | น้ำหนัก | ชื่อ กัปตัน | ห้าง ที่ เรือ ขึ้น | มา แต่ ไหน | วันเข้า |
| ซันอันโตนีโอ | ก ๒ ล์ ค อังกฤษ | ๔๙๗ | อะเลกซดอบ | วินดซอ โรซ แอน โก | รียูนิเยน | ขึ้น ๙ ค่ำ |
| พระจุล จอมเกล้า | ก ก ฟ อังกฤษ | ๑๐๑๑ | ไลตะวุด | วินดซอ โรซ แอน โก | ซัวเถา | ขึ้น ๑๐ ค่ำ |
| เฮกาติ | ก ก ฟ อังกฤษ | ๖๐๗ | เลารี่ | วินดซอ โรซ แอน โก | สิงฆโปร | ขึ้น ๑๒ ค่ำ |
| แมกอะลิศเตอร | ก ก ฟ อังกฤษ | ๔๐๘ | ตุลลอก | บอนีโอ กำปะนี | สิงฆโปร | ขึ้น ๑๓ ค่ำ |
| ชงเบ้ง | ก ก ฟ อังกฤษ | ๘๖๔ | โยนซะ | วินดซอ โรซ แอน โก | ฮองกอง | ขึ้น ๑๓ ค่ำ |
| ชุนฮวด | ลักเคอร สยาม | — | จีน | จีน | สิงฆโปร | แรม ๑ ค่ำ |
| เรือ ออก | ||||||
| จะ ไป ไหน | วัน ออก | |||||
| เฮกาติ | ก ก ฟ อังกฤษ | ๖๐๗ | เลารี่ | วินดซอ โรซ แอน โก | สิงฆโปร | แรม ๑ ค่ำ |
| แมกอะลิศเตอร | ก ก ฟ อังกฤษ | ๔๐๘ | ตุลลอก | บอนีโอ กำปะนี | สิงฆโปร | แรม ๑ ค่ำ |
| พระจุลจอมเกล้า | ก ก ฟ อังกฤษ | ๑๐๑๑ | ไลตะวุด | วินดซอ โรซ แอน โก | ฮ่องกอะ | แรม ๑ ค่ำ |
| ฮิลดะ | ก ๒ ล์ ค ชวิทช | ๕๗๕ | แอเฟรลินช | — | เกาะ สีชัง | แรม ๑ ค่ำ |
| ฟลอเรนซะ | ก ๒ ล์ ค อังกฤษ | ๓๗๒ | เอดวาดซ | มากวาลด แอน โก | ยุโรป | แรม ๑ ค่ำ |
| ๏ กำปั่น ขา เข้า ซันอันโตนีโอ เดิน สาร แกบิน เด็ก คน หนึ่ง ๏ พระจุลจอมเกล้า บันทุก สินค้า ต่าง ๆ คน | ||||||
| เดิน สาร ดาษ ฟ้า ๗๖ คน ๏ เฮกาติ บันทุก สินค้า ต่าง ๆ ๏ แมกอะลิศเตอร บันทุก สินค้า ต่าง ๆ คน | ||||||
| เดิน สาร แกบิน มิศเตอร กรุซ แล มิศเตอร เฟอนเตาเออร์ ๏ ชงเบ้ง บันทุก สินค้า ต่าง ๆ ๚ะ | ||||||
| ๏ กำปั่น ขา ออก ฮิลดะ จะ คอย บันทุก สินค้า ๏ ฟลอเรนซะ บันทุก ไม้ สัก ๚ะ | ||||||
๏ มา ขอ ทาน มี ชุม บ่อย ๆ คน ใจ เมตา ก็ มี มาก แล คน โกง คน มารยา ก็ มี มาก เพราะ เหตุ เช่น นี้ ผู้ ที่ มี ใจ เมตา ต้อง ระวัง ให้ มาก ๆ อย่า ให้ เงิน แล ของ อัน จะ เปน กำลัง ให้ คน โกง คน มารยา ทำ ความ ชั่ว ไป ได้ ต้อง ระวัง อย่า ให้ คน อัน ไม่ เจ็บ ไม่ ไข้ คน ร่าง กาย ไม่ พิการ ภอ ควร ที่ จะ ทำ มา หา กิน ได้ เอง นั้น อย่า ให้ คน เช่น นี้ มี ใจ กำเริบ กลับ เปน คน เกียจ คร้าน หลอก ให้ คน มี ใจ เมตา เปน ขี้ ค่า เลี้ยง มัน เปล่า ๆ คน ที่ มี ใจ เมตา ไม่ ควร จะ ต้อง เสีย รู้ แก่ คน โกง คน มารยา เช่น นี้ เลย ๚ะ
นก อินทรี แล หมา ใน
๏ นก อินทรี ตัว หนึ่ง มี ลูก อ่อน ใน รัง ก็ มอง หา อาหาร เลี้ยง ลูก ก็ เหน ลูก หมา ใน ตัว หนึ่ง ห่าง แม่ นอน ตาก แดด อยู่ นก อินทรี กะพือ ปีก ร่อน ลง มา ฉวย เอา ลูก หมา ใน ขึ้น ไป แต่ เมื่อ ยัง มิ ได้ ไป ไกล จาก ที่ แม่ หมา ใน กลับ มา บ้าน เหน เข้า ฟาย น้ำ ตา ร้อง ขอ นก อินทรี เอ็นดู อย่า ทำ แก่ ลูก เลย สมเพช แม่ ที่ รัก ลูก ด้วย เถิด จะ เอา อะไร มา เปรียบ กับ ความ ทุกข โทมนัศ ของ มารดา ที่ ไร้ เสีย ลูก แม่ นก อินทรี นั้น มี รัง ติด อยู่ ปลาย ยอด ต้น ไม้ สูง ครัน ถึง จะ นึก แก้ แค้น สัก เท่า ไร คง ไม่ ถึง ตัว จึง ภา ลูก หมา ใน เอา ไป ไว้ เคียง ลูก ของ ตัว ที่ รัง นั้น มิ ได้ เหน แก่ คำ ร้อง ขอ แม่ หมา ใน นั้น เลย แต่ แม่ หมา ใน อัน ฉลาด แหลม นัก แค้น ใจ นัก ด้วย การ ร้าย ของ นก อินทรี จึง วิ่ง ไป ถึง แท่น ที่ คน บ้าน นอก คอก นา ถวาย บูชา ลูก แกะ อยู่ ที่ นา ที่ แจ้ง คาบ ดุ้น ไม้ ติด ไฟ ดุ้น หนึ่ง ใน ปาก วิ่ง ไป ที่ ต้น รัง นก อินทรี ติด อยู่ นั้น จะ แก้ ไข แม่ หมา ใน ไต่ ขึ้น ต้น ไม้ ถึง กิ่ง แรก แล้ว นก อินทรี มอง เหน ก็ มี ความ ตก ใจ เปน อัน ยิ่ง นึก ถึง ความ ฉิบหาย อัน จะ มา ถึง ตัว แม่ แล ลูก จึง อ่อน น้อม วอน ขอ แม่ ทูล หัว อย่า ทำ เลย ขอ เสีย เถิด แม่ นก อินทรี จึง เอา ลูก หมา ใน ส่ง ให้ แก่ แม่ ด้วย ดี ๚ะ
๏ เรื่อง นิทาน นี้ จะ สอน ว่า ทำ แก่ เขา อย่าง ไร เขา คง ทำ แก่ ตัว เหมือน กัน ๚ะ
๏ เปน ความ จริง แน่ เหน กัน ทุก วัน ว่า คน ทำ ความ ชั่ว คง มี โทษ ตาม กัน เร็ว กะช้า เท่า นั้น แต่ คง เปน โทษ แน่ ผู้ ที่ เบียด เบียฬ เขา เหมือน นก อินทรี นั้น ถึง นึก ใน ใจ ว่า ดี อยู่ แล้ว อย่า กลัว เลย ใน ขณะ นั้น เอง จวน ๆ จะ เปน โทษ ต้อง อาย เขา เปน อัน มาก นัก ๚ะ
๏ ขอ แจ้ง ความ แก่ ท่าน ทั้งหลาย ได้ ทราบ ด้วย บัด นี้ ข้าพเจ้า ได้ ยัก ย้าย ห้าง ไป ตั้ง ขาย สิ่ง ของ อยู่ ที่ ริม โรง ละกูล สุนันทาไลย ถ้า ท่าน ทั้งหลาย จะ ซื้อ สิ่ง ของ ต่าง ๆ ที่ ห้าง ข้าพเจ้า ขอ เชิญ ท่าน ไป ที่ ห้าง ตั้ง ใหม่ ตาม กำหนด นั้น เทอญ ( ๓ ห ) ๚ะ
เรือน แล ที่
สำหรับ เช่า
๏ ท่าน ทั้งปวง อัน อยาก เช่า บ้าน ฤๅ ที่ สำหรับ ปลูก เรือน ฤๅ ที่ สำหรับ จอด แพ ริม ฝั่ง แม่ น้ำ ฤๅ จะ ทำ ท่า เรือ จ้าง มา หา เอไดตอร เจ้า ของ หนังสือ สยาม ไสมัย ก็ คง ได้ ความ ยิ่ง เลอียด ที่ เหล่า นี้ อยู่ ตาม แนว ถนน เจริญ กรุง ตาม ถนน ลง ท่า ตรง ข้าม คลอง ดาวขะนอง ลง แม่ น้ำ ฤๅ ออก ถนน ใหญ่ ได้ ด้วย สดวก ( จ ห ) ฯะ
ใน จดหมาย เหตุ สยาม ไสมัย
ลง ความ น้อย กว่า สาม เดือน ลง มา
คราว แรก ๑๐ บันทัด ฤๅ น้อย กว่า ๑๐ บันทัด ๗ บาท ๒ สลึง คราว แรก ทุก บันทัด เกิน ๑๐ บันทัด คิด เอา บันทัด ละ ๓ สลึง ถ้า จะ ลง กว่า หน หนึ่ง จะ เรียก เอา ครึ่ง ราคา ที่ ว่า มา แล้ว นั้น
สิบ บันทัด ฤๅ น้อย กว่า สิบ บันทัด เดือน ละ ๑๕ บาท
ทุก บันทัด อัน เกิน สิบ บันทัด จะ เรียก เอา บันทัด ละ ๖ สลึง
ถ้า ลง ตลอด ปี้
แถว เท่า แถว น่า ใน แถว หนึ่ง จะ เรียก เอา ปี้ ละ ๒๐๐ บาท ซีก แถว จะ เรียก เอา ปี้ ละ ๑๒๐ บาท เสี้ยว แถว จะ เรียก เอา ปี้ ละ ๘๐ บาท
๏ เปน ภาษา อังครีษ บอก วัน เดือน ฝรั่ง จีน ไทย บอก ให้ รู้ เลอียด ว่า ดวง อาทิตย์ อยู่ เหนือ ฤๅ ใต้ กลาง โลกย ทุก วัน เท่าไร ตลอด ปี้ ให้ รู้ ว่า สูน ไส้ กลาง ดวง อา ทิตย์ ดู โต เล็ก เท่าไร ทุก วัน ให้ รู้ ว่า เวลา เที่ยง แล เวลา ตาม เงา แดด คลาด กัน วัน ละ เท่าไร ให้ รู้ ว่า เว ลา น้ำ ขึ้น น้ำ ลง ที่ กรุง เทพ ทุก วัน แจ้ง ให้ รู้ ถึง การ อื่น เปน อัน มาก อัน ควร คน ทั้งปวง จะ รู้ ถ้า ไม่ รู้ เขา จะ นินทา ว่า คน โง่ ประนินทิน นี้ ราคา ถูก เล่ม ละ สี่ บาท เท่า นั้น เชิญ มา ซื้อ ที่ โรง พิมพ์ บางคอแหลม มี ถึง แปด ปี้ ถ้า ต้อง การ ได้ ตั้ง แต่ คริศ ศักราช ๑๘๗๘ ถึง ๑๘๘๕ ครบ แปด ปี้ ( จ ห ) ๚ะ
๏ เจ้า ของ หนังสือ สยาม ไสมย มี ความ ปราถนา จะ ให้ ออก สอง อย่าง อย่าง หนึ่ง จะ ให้ ออก ทก วัน เว้น แต่ วัน อาทิตย อีก อย่าง หนึ่ง ให้ ออก เจด วัน ครั้ง หนึ่ง เสมอ มิ ให้ ขาด เมื่อ คน ทั้ง ปวง ตั้ง ใจ ซื้อ เปน อัน มาก คง สำ เร็จ การ คง ได้ อ่าน หนังสือ จดหมาย เหตุ ราคา ถูก ๆ ด้วย แล ตั้ง แต่ นี้ ไป จะ ออก จดหมาย เหตุ สยาม ไสมย นี้ เดือน ละ สี่ คราว ไป ก่อน ๚ะ
๏ สยาม ไสมย ที่ จะ ออก พลาง เดือน ละ ๔ หน นั้น จะ ขาย ปลีก ฉบับ ละ สลึง
๏ ถ้า รับ เอา ตลอด ปี แล้ว ใช้ เงิน ล่วง น่า ราคา ปี ละ หก บาท คือ ห้า สิบ สอง ฉบับ ถ้า มา รับ ไป จาก โรง พิมพ์ ถ้า จะ ให้ ส่ง ถึง บ้าน อาไศรย ไปรสนีย์ ต้อง เสีย ปี ละ หก บาท สาม สลึง สี่ อัฐ ๚ะ
๏ ค่า บอก ถึง คน เกิด คน ตาย ฤา ทิ้ง ห้าง ขาย ของ ถึง การ เลล้ง แล ของ ซึ่ง จะ ขาย นั้น ฤา บอก ความ ของ คน ซึ่ง จะ หา การ ฤา แจ้ง ความ ต้อง การ ของ ตัว จะ คิด ค่า ลง ตาม ว่า แล้ว นั้น ๚ะ
๏ ถ้า คน จะ เข้า กัน ซื้อ ถึง หก ฉบับ จะ คิด เอา แต่ ค่า ห้า ฉบับ คือ จะ ยก ให้ หนึ่ง ใน หก ๚ะ
๏ จดหมาย เหตุ นี้ เจ้า ของ จะ ส่ง แต่ เพียง เปน แห่ง ๆ ผู้ ซื้อ ต้อง ไป รับ ใน ตำบล ต่าง ๆ ซึ่ง จะ หมาย ไว้ นั้น
๏ ที่ บ้าน แม่ เปรม ที่ วัด เกาะ แห่ง หนึ่ง ๚ะ
๏ ที่ แพ นาย เทพ ตรง ข้าม ปาก คลอง บางหลวง ที่ ขาย เครื่อง แก้ว แห่ง หนึ่ง ๚ะ
๏ ที่ ตึก แม่ แพ ที่ สี่กัก เหนือ เสา ชิงช้า แห่ง หนึ่ง ๚ะ
๏ ที่ โรง พิมพ์ บาง คอแหลม แห่ง หนึ่ง ๚ะ
๏ จะ ส่ง ทาง ไปรสนีย์ ถึง บ้าน ถ้า บ้าน อยู่ ใน เขตร ทาง ไปรสนีย์ นั้น แต่ ผู้ ซื้อ หนังสือ นี้ ต้อง เสีย เงิน ค่า หนังสือ ค่า ไปรสนีย เสร็จ ก่อน จึ่ง จะ ส่ง ทาง นั้น ได้ แต่ ต้อง บอก ชื่อ ตำ บล บ้าน ถนน แล คลอง นัมเบอ ที่ อยู่ นั้น ให้ แน่ ด้วย ฯะ
๏ เพราะ คน ที่ ซื้อ อ่าน นั้น มาก เจ้า ของ รับ ส่ง ทุก แห่ง ไม่ ได้ จะ ส่ง เปน แห่ง ๆ ไป พลาง ให้ ผู้ ซื้อ นั้น ไป รับ ทุก คราว ออก ณะ ตำบล อัน อยู่ ใกล้ เคียง บ้าน ผู้ ซื้อ นั้น เถิด หนังสือ นี้ จะ ออก ทุก วัน พุฒ ตลอด ปี เมื่อ จัด ส่ง ถึง ตำบล อื่น แล้ว จะ บอก ให้ รู้ ด้วย ฯะ
๏ หนังสือ ต่าง ๆ อัน มี ขาย ที่ โรง พิมพ์ บางคอแหลม ฯะ
๏ มี หนังสือ เปน เรื่อง พระเยซูศาสนา แล หนังสือ ต่าง ๆ สำหรับ สอน เด็ก ให้ อ่าน หนังสือ ไท แล หนังสือ อังกฤษ ออก มี หนังสือ สำหรับ สอน วิชา คิด เลข สอน ให้ รู้ ถึง ตำรา ดาว แล มี หนังสือ สำหรับ สอน ใจ ให้ รู้ ขนบ ธรรมเนียม จะ ได้ เปน คน เรียบ ร้อย แล จะ ได้ เปน คน แต่ง หนังสือ เปน เรื่อง ราว เปน บท กลอน หนังสือ อ่าน เล่น ก็ มี มาก หลาย อย่าง หนังสือ ต่าง ๆ นั้น คือ ฯะ
๏ ก ข ก กา ปถม ก กา ไท กา กับ สุนักข์ แล นกยาง กากี คำ ฉันท์ แล คำ กลอน กฤษนา สอน น้อง ขันธ วิภังค์ นี่ ตำรา ยา เกล็ด พระ คริษวงษ ตาม มัดธาย แล ตาม โยฮัน เปน เรื่อง ใน พระ คัมภีร์ พระ เยซู สาสนา จันทะ โครพ จินดามณี พระยาฉัททัน ซุยถัง ตำราดาว ตำรา คิด เลข อย่าง ใหม่ ทิพสังวาล นิราศ เกาะ จาน นิราศ เมือง แกลง นิราศ โคราช นิราศ ฉถาง นิราศ ชม ตลาด นิราศ วัด เจ้า ฟ้า นิราศ เดือน นิราศ พระ แท่น ดง รัง นิราศ ทวาราวดี นิราศ นรินทร์ นิราศ พระ บาท นิราศ พระ ปถม นิราศ เมือง เพ็ชร นิราศ อิเหนากับนิราศภูเขา ทอง นกกระ จาบ เบญมาศทอง ปถม มาดา อัง กฤษ บุจฉา แล วิสัชนา ใน ศาสนา แท้ จริง เพ็ชพงกุฏ พระยไภยมณี พระ สมุท ราชาธิราช มงคลทิปนี่ แปลเปน สุภาสิต สอน หญิง มายา สัตรี ลักษณวงษ สวัสดิ รักษา บัญญัติพระ ร่วง ภาลี สอน น้อง ลักษณ ภรรยา เจ็ด สถาน กฤษนา สอน น้อง ลักษณ บุตร สาม สถาน วงษสวรรค์ เสภา คือ ขุนช้าง ขุนแผน สิงหไกรภพ สังข ทอง คือ เจ้าเงาะ สิบ สอง เหลี่ยม สุภาสิต ต่าง ๆ คือ โลกนิตย ขงจู มงคลทิปนแปล สุภาสิต สอน หญิง แม่ ม่าย สอน ลูก สุภาสิต สอน เด็ก สุภาสิต พระร่วง สุภาสิต โคลง สมุท จะ หัด อังกฤษ อุณรุท อิเหนา รามเกียรติ พงษาวดาร ขุนหลวงหาวัด ถม อากาศ ทำนาย ฝัน ตราซูทอง คำ เตือน สติ พงษาวดาร บูราณ พระ สี่ เสาร อุไทย จดหมายเหตุ เมือง พม่า
๏ หนังสือ ภาษาสยาม ต่าง ๆ มี ขาย ที่ โรงพิมพ์ บางคอแหลม นี้ เมื่อ ขาย ปลีก มี ราคา ตี พิมพ์ ใน หนังสือ ทุก ๆ เล่ม ธรรมเนียม นั้น คือ ว่า ถ้า สมุดไทย เล่ม ๑ เปน อักษร พิมพ์ เล็ก คิด เอา ราคา เล่ม ละ สลึง ถ้า รวม สี่ เล่ม ใบ ปก อ่อน เล่ม ละ บาท ถ้า เปน อักษร พิมพ์ ใหญ่ คิด เอา ราคา เล่ม ละ สลึง เฟื้อง ถ้า รวม สี่ เล่ม ใบ ปก อ่อน เล่ม ละ หก สลึง ถ้า ใบ ปก แขง คิด ราคา ใบ ปก อีก เล่ม ละ บาท ถ้า ท่าน ทั้ง หลาย จะ ซื้อ หนังสือ ที่ ละ มาก ๆ จบ ทุก เรื่อง ที่ มี ใน โรง พิมพ ฤา ถ้า ลูกค้า วานิช จะ ซื้อ ที่ ละ มาก ๆ สำ หรับ จะ ตั้ง โรง ขาย หนังสือ จะ ลด ราคา ร้อย ยี่สิบ บาท จะ คิด เอา แต่ ร้อย บาท ถ้า ไม่ ถึง เพียง นี้ จะ จัด ว่า ซอ ปลีก กัน ก็ คง ขาย ตาม ราคา ปลีก อัน บอก ไว้ ใน หนังสือ ทุก ๆ เล่ม นั้น แล ถ้า จะ มา ซื้อ หนังสือ ที่ โรงพิมพ์ นี้ ต้อง ใช้ เงิน สด ขาย เชื่อ ไม่ ได้ ตั้ง แต่ นี้ ไป เปน อัน ขาด